ข่าวเด่น..ประเด็นร้อน

"ความฝันของ ตะชิ หนุ่มวัย 21 ปี ชาวปกาเกอะญอ คนนี้คงไม่แตกต่างจากเพื่อนๆ ในห้องเรียนแห่งนี้ ตะชิ กำลังรอวันที่จะเป็นบันฑิตใหม่เต็มตัว และเริ่มชีวิตการทำงานในอีกสองปีข้างหน้า ปริญญาตรีในสาขาวิศวกรรมกระบวนการอาหาร ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาควรจะเป็นหลักประกันที่ดีว่าว่าตะชิจะมีงานทำอย่างแน่นอน แต่สิ่งเดียวที่กำลังขวางกั้นตะชิกับความฝัน คือความจริงที่ว่าเขาเป็นคนไร้สัญชาติ
 
ความจริงที่เจ็บปวดสำหรับตะชิก็คือ หน่วยงานส่วนใหญ่มักเลือกรับเฉพาะบุคคลที่มีสัญชาติไทย แม้แต่ งานด้านกสิกรรม และการเลี้ยงสัตว์ ก็ยังเป็นอาชีพที่สงวนให้กับคนไทย ยิ่งหน่วยงานราชการด้วยแล้ว มีข้อกำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะสอบแข่งขันบรรจุเป็นข้าราชการได้ ต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้นนี่คือฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตะชิมาโดยตลอด เขารู้ดีว่าถึงแม้จะเรียนด้วยความตั้งในแค่ไหน ในวันที่เขาก้าวออกจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าจะมีใครรับเข้าทำงาน"
 
 
 
 
ยังมีเด็กที่ยังไร้สัญชาติในตำบลแม่สลองนอก ที่ยังไม่ได้สำรวจ ....

“อนาคตโตขึ้นหนูอยากหมอ เป็นหมอได้จัดยาให้กับคนป่วย และช่วยเหลือคนเจ็บ ถ้ามีแผลก็จะทำแผลให้ เพราะอยากให้เขามีชีวิตรอด และหนูจะกลับมาเป็นหมอที่แม่สลอง” เสียงใสๆของเด็กหญิงปวีณา เมอจู อายุ 12 ปี โรงเรียนบ้านสันติคีรี  ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง  จ.เชียงราย
 
ที่มา...http://www.komchadluek.net/news/edu-health/258443

มื่อวันที่ 18 ธันวาคม นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย(มท.) เปิดเผยว่า มติครม.วันที่ 7 ธันวาคม อนุมัติแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและคนไร้สัญชาติในประเทศไทย ตามข้อเสนอกรมการปกครอง มท. เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติและสถานะของเด็กนักเรียนและบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในราชอาณาจักรไทย นั้นชี้แจงว่า 1.เพื่อแก้ปัญหาเด็กที่เกิดในไทย แต่ต้องกลายเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยครม.ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้ “บุตรของคนต่างด้าวทุกกลุ่มที่เกิดในประเทศไทย” สามารถอาศัยอยู่ในไทยได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี ไม่ว่าบิดาหรือมารดาจะเข้ามาอยู่ในไทยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม โดย “สิทธิอาศัย” ของบุตรจะเป็นไปตามสิทธิของบิดาหรือมารดา และสิทธิอาศัยนั้นก็จะติดตัวเด็กต่อไปตราบเท่าที่ยังอาศัยอยู่ในไทยโดยไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี โดยการให้สิทธิอยู่อาศัยตามร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จึงไม่เกี่ยวกับการ “ให้ถิ่นที่อยู่” และ “ให้สัญชาติไทย” กับบุตรคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย และไม่ได้เป็นการรับรองสิทธิ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ การแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติและสถานะของเด็กนักเรียนและบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 โดยเด็กนักเรียนและบุคคลที่จะขอสัญชาติไทยต้อง 1.มีบิดามารดาเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราฏร และต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทยไม่น้อยกว่า 15 ปี โดยมีหลักเกณฑ์ ประกอบด้วย ต้องมีหลักฐานการเกิดในประเทศไทย ไม่เคยมีสัญชาติอื่นมาก่อน พูดไทยได้ มีความจงรักภักดี เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องมีการประพฤติดี ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง 2.เด็กและบุคคลที่ศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาและจบการศึกษาแล้วแต่ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถขอสัญญาติได้ หากจบชั้นอุดมศึกษาเรื่องเทียบเท่า และหากได้รับทุนจากรัฐบาลไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็สามารถได้รับสัญชาติไทยได้ ส่วนคนไร้รากเหง้าจะต้องได้รับหนังสือรับรองจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งต้องอยู่อาศัยในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี นอกจากนี้ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ หากมีความจำเป็นก็สามารถขอมีสัญชาติไทยได้ โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก่อน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ศาลสูงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้ตัดสินยืนตามคำตัดสินของศาลแขวงโตเกียว ให้ส่งตัว “อ้วน อุทินันท์” เด็กไทยวัย 16 ปี ที่เกิดและเติบโตที่ประเทศญี่ปุ่น กลับประเทศไทย เนื่องจากพักอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นโดยไม่มีวีซ่า หลังจากที่แม่ของอ้วนได้ถูกส่งตัวกลับประเทศไทยไปแล้วก่อนหน้านี้ เพราะศาลแขวงโตเกียวระบุว่า อ้วนอาจจะชนะคดีได้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น หากแม่กลับประเทศไทย

Pages