โลกสดใส กายสุขสันต์ : ศูนย์การเรียนต่างด้าว โอกาสการศึกษา ที่ยังรอคำตอบกับภาครัฐ

Primary tabs

 

โลกสดใส กายสุขสันต์ : ศูนย์การเรียนต่างด้าว โอกาสการศึกษา ที่ยังรอคำตอบกับภาครัฐ
“ปานมณี”มีโอกาส นั่งเรือ ข้ามฟากจาก  ฝั่ง มหาชัย จังหวัด สมุทรสาคร  ไปยังฝั่ง ท่าฉลอม  เพียงเหยียบย่างเข้าไปยังไม่พ้นท่าเรือ ก็ได้รับ การบอกเล่าจาก สารถี สามล้อ ที่คอยพาคนนั่งชมบรรยากาศของ ท่าฉลอม ให้ งงซะแล้ว  ด้วยคำพูดที่ว่า “บนเกาะนี้ มี มนุษย์ต่างดาวเต็มไปหมด”
 
               กว่าจะเข้าใจ หรือ รับมุข ของคำว่า มนุษย์ต่างดาว ว่า เขาหมายถึง “คนต่างด้าว” (ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า) ก็ต้อง งง อยู่หลายนาทีเหมือนกันเลยทำให้นึกถึง สวัสดิภาพ และ สวัสดิการของ คนต่างด้าวพวกนี้ ว่า เขาได้รับ สิทธิที่น่าพอใจจากประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน
 
               เคยจำได้ว่า  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ส่งเสริมด้านการเงินให้กับ มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (มยช.) ที่ได้ร่วมกับองค์กรภาคีกลุ่มโครงการ  จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนอาโยนอู อ.แม่สอด จ.ตาก”  ที่ ขึ้นทะเบียนกับ สพป.ตากเขต 2 เมื่อปี 2548 ซึ่งปัจจุบันมีการเรียนการสอนถึงชั้นป.6 สอนวิชา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาพม่า  คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอาชีพ และศิลปะ การเรียนการสอนส่วนใหญ่เป็นภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ
               
               นอกจากนี้ยังดำเนินแนวทางศูนย์การเรียนในโรงเรียนรัฐ  หรือที่เรียกว่า “school within school” ร่วมกับโรงเรียนบ้านท่าอาจจนได้รับผลตอบรับที่ดี และกำลังดำเนินการที่โรงเรียนเทศบาลวัดมณีต่อ ไปโดย นโยบายสนับสนุนให้การศึกษาแก่เด็กข้ามชาติ   เป็นทาง เลือกแก่เด็กต่างด้าวในการศึกษาต่อและผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระบบ ได้อย่างกว้างขวางและลงตัว แต่แม้ไทยจะมีนโยบายสนับสนุนให้การศึกษาแก่เด็กข้ามชาติ  ก็ยังมีเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งจากศูนย์การเรียนและข้อจำกัดของเด็กรวมถึงครูผู้สอนชาวพม่าและครูอาสา ชาวไทย 
 
               นายปราโมทย์  เลิศชีวกานต์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 (สพป.เชียงใหม่ เขต 6) ผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน เล่าว่า ศูนย์การเรียนเกิดจากชุมชนแรงงานข้ามชาติ ร่วมมือกันจัดการศึกษาให้กับเด็กๆ จากนั้นจึงมีหน่วยงานและองค์กรพัฒนาเอกชน เข้ามาให้การดูแลสนับสนุน จนกระทั่งปี 2549 ภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนจึงได้ร่วมมือกันก่อตั้งศูนย์ประสานงานการศึกษา ไทย-พม่า มีการจัดทำหลักสูตรและตำราเรียน มีอาสาสมัครเข้ามาดูแล มีการอบรม พัฒนาครูในศูนย์การเรียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทำแผนการจัดการศึกษาให้เอื้ออำนวยและสอดคล้องกับศูนย์การเรียนมากยิ่ง ขึ้น
 
               “อย่างศูนย์การเรียนแม่สอด เริ่มแรกมีทั้งหมด 46 ศูนย์ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 76 ศูนย์ และขึ้นทะเบียนศูนย์การเรียนเพื่อจัดทำข้อมูลพื้นฐานของศูนย์การเรียน กับสำนักงานเขตพื้นการศึกษาการประถมศึกษา ตากเขต 2 (สพป.ตากเขต 2) แต่ปัจจุบันข้อจำกัดของศูนย์การเรียน ที่นอกจากความกังวลเรื่องปลอดภัยของเด็กต่างด้าวแล้ว ยังพบว่าส่วนใหญ่ไม่มีครูหรือผู้รู้ที่จะสอนภาษาไทยให้กับเด็กอีกด้วย” รอง ผอ.สพป.ตากเขต 2 กล่าว
 
               นายธเนศ  เวทมาหะ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต2 ( สพป.ตากเขต 2) ผู้สนับสนุนแนวทางการดำเนินงานศูนย์การเรียนในรูปแบบของการส่งเด็กเข้า โรงเรียนรัฐและปรับให้ศูนย์การเรียนมีความพร้อม เล่าให้ฟังว่า แนวทางการส่งเด็กเข้าโรงเรียนของรัฐเป็นวิธีการที่เหมาะสม แต่ศูนย์การเรียนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของโรงเรียนนั้นๆ ด้วย นักเรียนต่างด้าวเองต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียน  ศูนย์การเรียนส่วนใหญ่ทำการสอน5 วิชา คือ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาพม่า นอกจากนี้มีการสอนเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมด้วย 
 
               นางสาวลัดดาวัลย์  หลักแก้ว ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงบริการรัฐด้านการศึกษาของผู้มีปัญหา สถานะบุคคล ให้ความเห็นว่า ภาครัฐต้องการให้จัดการเรียนการสอนตรงตามหลักสูตรพื้นฐานตามกำหนดของรัฐและ มีการสอนภาษาไทยมากขึ้น ดังนั้นศูนย์การเรียนจึงต้องจัดการให้สมดุลทั้ง 2 อย่าง คือ เป็นไปตามหลักสูตรของรัฐและสอดคล้องกับพื้นฐานของผู้เรียน  เพื่อนำไปสู่การรับรองทางกฎหมายตามกฎระทรวงฯ จะทำให้ศูนย์การเรียนได้รับการคุ้มครองสิทธิ ช่วยให้เด็กได้รับการศึกษา และรัฐจะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีคุณภาพเหมือนกับโรงเรียนทั่วไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศไทย
 
               สำหรับ ความคิดเห็นของ คุณครูจอซัง ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์การเรียนอาโยนอู่ อ.แม่สอด จ.ตาก  เล่าเหตุผลสำคัญอันเป็นแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาก่อตั้งศูนย์การเรียนแห่งนี้ ขึ้น  เพื่อต้องการให้เด็กในชุมชนที่ตนอาศัยได้รับการศึกษา แต่ก่อนชุมชนมีปัญหาเรื่องสิ่งเสพติดและของมึนเมาอยู่มาก ถ้าให้การศึกษาแก่เด็กเขาจะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น
 
               ครูจอซัง บอกความรู้สึกอีกว่า ตนรู้สึกดีใจที่ปัจจุบันศูนย์การเรียนมีการพัฒนาเด็กนักเรียนได้เรียนรู้ วัฒนธรรมของ ทั้ง 2 ประเทศ มีความรู้ความสามารถมากขึ้น จึงอยากให้พวกเขาได้เรียนต่อในประเทศพม่าหรือประเทศไทยก็ได้ วันหนึ่งเมื่อประเทศพม่าสถานการณ์ดีขึ้น พวกเขาจะได้กลับไปพัฒนาประเทศบ้านเกิดตัวเอง
 
               แม้ว่าในวันนี้  แนวทางการจัดศูนย์การเรียนยังขาดความชัดเจนจากภาครัฐ แต่ไม่ว่าคำตอบจะออกมาในทางใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เด็กและเยาวชนไม่ว่าจะชนชาติใด  ควรเป็นผู้ได้รับโอกาสและประโยชน์ทางการศึกษาอย่างเต็มที่
 
ปานมณี