เวทีสาธารณะ 4 ปฏิบัติการ สวนนโยบายรัฐบาลแก้ปัญหาที่ดิน

Primary tabs

 

4 ปฏิบัติการ สวนนโยบายรัฐบาลแก้ปัญหาที่ดิน
 
เมธี สิงห์สู่ถ้ำ
กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่น (Local Act.)
15 เมษายน 2555
               อังคารที่ 23 สิงหาคม 2554 คือวันที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้นำรัฐบาลได้แถลงนโยบายถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและทรัพยากร ธรรมชาติอย่างเป็นทางการต่อรัฐสภา เนื้อความสำคัญถูกระบุไว้ในข้อ 5.4 สรุปได้ว่า “รัฐบาลจะสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ การปฏิรูปการจัดการที่ดินจะเกิดขึ้นได้จะต้องทำให้เกิดการกระจายสิทธิใน ที่ดินอย่างยั่งยืน แนวทางสำคัญคือจะใช้มาตรการทางภาษีและจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจนและ เกษตรกรรายย่อย จะผลักดันกฎหมายในการรับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และทะเล จะทำให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินคดีโลกร้อนกับคนจน”
               ผ่านไปครึ่งปี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาย้ำจุดยืนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับประชาชนอีก ครั้ง โดยเปิดเผยต่อหน้าสื่อมวลชนซึ่งมีประเด็นสำคัญคือ “รัฐบาลได้มีแผนในการจัดสรรที่ดินทำกินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในเรื่อง กรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยใช้แนวทางโฉนดชุมชน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการให้สิทธิ์ประชาชนในการบริหารจัดการที่ดินโดยประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี รัฐบาลจะทำให้ได้ 2 ล้านไร่”
               ปฏิบัติการสวนกระแสสวนทางกับนโยบายรัฐบาลก็เกิดขึ้น โดยปฏิบัติแรกเกิดขึ้นราวๆ ปลายเดือนมีนาคม 2555 นายสุรเชษฐ์ วันดีเรืองไพศาล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ได้กระทำการสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลโดยการจับกุมชาวบ้านชุมชนบ้านตระ ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง 2 ราย ขณะกำลังนำผลผลิต (ผลหมาก) จากแปลงเกษตรของตนเองออกมาขายในตลาด
               ปฏิบัติการที่สอง เกิดขึ้นในช่วงเดียวกันกับเหตุการณ์แรก หลังการประชุมของกลุ่มเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 ได้ส่งเจ้าหน้าที่รัฐนายหนึ่งเข้ามาพูดคุยเจรจากับชาวบ้านชุมชนบ้านหลังมุข ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้เข้ามอบตัวกับนายอำเภอและยินยอมให้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ เข้าตัดฟันต้นยางพารา ปาล์มน้ำมันและพืชอื่นได้ แต่เมื่อชาวบ้านไม่ปฏิบัติตาม จึงส่งผลให้ช่วงต้นเดือนเมษายน 2555 ได้มีการนำกำลัง 300 นาย เข้าตรึงพื้นที่เพื่อเตรียมรื้อถอนสวนแปลงเกษตรชาวบ้าน 
               ปฏิบัติการที่สาม เกิดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2555 โดยนายสมชัย แสงแก้ว หัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ 50 นาย บุกเข้าทำลายแปลงเกษตรชาวบ้านบ้านทับเขือ-ปลักหมู ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง โดยการตัดฟันต้นยางพารา หมาก สะตอ มะพร้าว ลองกองฯ สร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรกว่า 1,000 ต้น 
               ปฏิบัติการที่สี่ ต้อนรับวันจักรีเมื่อสิบวันที่ผ่านมานี่เอง คือเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2555 นายเกรียงศักดิ์ ดีกล่อม หัวหน้าหน่วยปากแจ่ม อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จ.ตรัง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้จำนวน 30 นาย ตำรวจตระเวนชายแดนอีก 5 นาย เลื่อยเครื่อง 2 ตัว พร้อมอาวุธปืน เข้ารื้อถอนทำลายสะพานซึ่งชาวบ้านใช้สัญจรเข้า-ออกหมู่บ้านของชาวบ้านชุมชน บ้านหาดสูง หมู่ 5 ต.เขาปูน อ.ห้วยยอด และ หมู่ 7 ต.น้ำผุด อ.เมืองฯ จ.ตรัง ขนาดความกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 13 เมตร ส่งผลให้เกิดความเสียหายจำนวน 2 สะพาน
               ปัจจุบันหลายชุมชนพยายามที่จะหาทางออก พยายามที่จะนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับหน่วยงานของรัฐโดยใช้แนวทาง โฉนดชุมชน เพราะจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนได้อย่าง ยั่งยืน จึงได้พยายามที่จะบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น มีการสร้างกฎกติกาและเงื่อนไขการอยู่ร่วมกันภายในชุมชน ทั้งนี้ เพื่อจะพิสูจน์ให้หน่วยงานรัฐและสังคมได้เห็นว่า ชุมชนคือผู้ดูแลรักษาทรัพยากรไม่ใช่ผู้บุกรุกหรือทำลายป่า แม้ในข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวอ้างอยู่เสมอว่า “ชุมชนเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนฯ ป่าอุทยานฯ หรือป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆ” จะเป็นข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงยิ่งกว่าก็คือ ชุมชนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้ตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทั้ง สิ้น และมีหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจน หากแต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกสื่อสารสู่สาธารณะไม่มากและเป็นเพียงข้อมูลบางส่วนเท่านั้น
               4 ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ ล้วนไม่ใช่แนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย แต่เป็นการจัดการปัญหาที่ขาดการมีส่วนร่วมและถือเป็นการลิดรอนสิทธิชุมชน อย่างร้ายแรง
               นี่เป็นสถานการณ์จริงในด้านซึ่งเป็นด้านที่สวนทางกับนโยบายการแก้ไขปัญหา ที่ดินทำกินของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง เป็นเพียง 4 ปฏิบัติการตัวอย่างที่ถูกพบเห็นและหยิบยกขึ้นมาตีแผ่ต่อสาธารณะให้เห็นเป็น รูปธรรมเท่านั้น ว่าเป็นข้อเท็จจริงระหว่างปากคำของนายกรัฐมนตรี กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เป็นเหมือนเหรียญสองด้านซึ่งขัดแย้งกัน ที่สำคัญพื้นที่ปฏิบัติการทั้งสี่พื้นที่นี้ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับสำนักงานโฉนดชุมชน ภายใต้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ซึ่งนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นประธานกรรมการกำกับอยู่ คำถามก็คือว่า “แม้นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายไว้ดีแค่ไหน หากไม่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว อีกทั้งยังปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ แล้วคำแถลงของนายกรัฐมนตรียังจะมีประกาศิตอยู่อีกหรือ”.