เลือกเกิดไม่ได้….

Primary tabs

เรื่อง เลือกเกิดไม่ได้….

            “พ่อ...ผมอยากตาย ไม่อยากอยู่แล้ว...พ่อเอายาฆ่าหญ้ามาให้ผมกินเถอะ...” น้ำเสียงของลูกชายคนโตวัย 12 ปี ตัวผ่ายผอม มือแขนขาลีบ ด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เหมือนกำลังบ่นพ้อในโชคชะตาชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่อย่างหมดแรงและสิ้นหวัง

              นายจะฟะ จะอู เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนชนเผ่าลาหู่ ย้ายมาจากบ้านสันมะเค็ด ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มาอาศัยอยู่กับญาติคนอื่น ๆ ที่บ้านแสนเมืองโก หมู่ 2 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้สัญชาติไทย ตามมาตรา 23

              เมื่อ ปีพ.ศ.2552 มีภรรยาเป็นบุคคลไร้รัฐ ชาวลาหู่ จากประเทศพม่า มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ อายุ 12 ปี 9 ปี 7 ปี และ 4 ปี ตามลำดับ บุตรชายคนโตและคนที่สองได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนรัฐราษฎร์ บ้านเล่าลิ่ว หมู่ 14 ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย แต่หลังจากเรียนได้เพียงปีเดียวร่างกายของบุตรชายคนโตไม่สามารถเดินบนทางลาดชัน หรือเดินขึ้นบันไดได้ จึงพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน แพทย์ระบุว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง จนทำให้ต้องออกจากโรงเรียน ปีต่อมาบุตรชายคนที่สองเริ่มมีอาการคล้าย ๆ กัน ชีวิตครอบครัวสะดุดกลางคัน จนกระทั่งมีองค์กรด้านศาสนาแห่งหนึ่งมารับตัวลูกชายทั้ง 2 คน ไปรักษาที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากการตรวจดูอาการอย่างละเอียดแล้ว หมอแจ้งว่า ลูกชายทั้งสองเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จะปรากฏอาการในลูกชาย และจะแสดงอาการเมื่อเด็กเริ่มโต หรือเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 7-8 ปี และไม่มียารักษา หรือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ นั่นทำให้เขาทุกข์ใจ ท้อแท้ และหมดหวัง ในที่สุดก็ต้องพาลูกชายทั้งสองกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านตามยะถากรรม ณ ขณะนั้นเด็กทั้งสองคนยังไม่ได้สัญชาติไทย ส่งผลให้เข้าไม่สามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐ ถึงแม้ว่าผู้เป็นบิดาจะมีสัญชาติไทย บิดาเคยไปยื่นเรื่องที่อำเภอแล้ว แต่ทางอำเภอบอกว่าไม่สามารถดำเนินการให้ได้เนื่องจากไม่มีเลข 13 หลัก หลังจากนั้น ได้ไปติดต่อที่อำเภออีกหลายครั้ง แต่ยังดำเนินการไม่ได้

              จนกระทั่งในปี พ.ศ.2556 ทางมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) ได้เข้าไปศึกษาข้อมูลและดำเนินโครงการสถานะบุคคลกับบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในชุมชนบ้านแสนเมืองโก พบว่า บุตรของนายจะฟะ จะอู สองคนแรกอยู่ในสถานะบุคคลไร้รัฐ มูลนิธิฯ จึงได้เข้าไปช่วยเหลือโดยพาไปดำเนินการพัฒนาสถานะของบุตรทั้งสองคน ด้วยการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (DNA) เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสถานะของบุตรทั้งสองคนดังนี้ คนโต ยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ส่วนบุตรคนเล็กแจ้งเกิดแล้วเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ตามบิดา (เกิดหลัง 28 กุมภาพันธ์ 2551) จนนำไปสู่การได้สัญชาติไทย ซึ่งต้องไปหลายครั้งมาก บ่อยครั้งที่มูลนิธิฯ ไม่สามารถนำรถยนต์ไปรับถึงบ้านได้ ผู้เป็นบิดาต้องมัดบุตรทั้งสองคนที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ติดกับตัวซ้อนรถจักรยานยนต์ไปสำนักทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวงเอง ล่าสุดเด็กทั้งสองคนอาการทรุดลงมากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น กินข้าว ไปห้องน้ำขับถ่าย อาบน้ำแต่งตัว ยืน นอน หรือจัดท่านอนเองได้ เป็นภาระให้ผู้เป็นมารดาต้องดูแลเด็กเล็กพร้อมกันถึง 4 คน ส่วนรายได้หลัก มาจากผู้เป็นบิดาเพียงคนเดียว โดยมีรายได้อันน้อยนิดจากการประกอบอาชีพสวนชาน้ำมันในโครงการพระราชดำริฯ ซึ่งได้จัดสรรพื้นที่สำหรับปลูกชาน้ำมันให้จำนวน 5 ไร่ เพื่อปลูกต้นชาน้ำมัน 1,250 ต้น สำหรับ 1 ครอบครัวที่เป็นสมาชิก ซึ่งพอเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้ตามอัตภาพ

              วันหนึ่ง บุตรชายคนโตพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือกับผู้เป็นบิดาว่า “ พ่อ...ผมอยากตาย ไม่อยากอยู่แล้ว...พ่อเอายาฆ่าหญ้ามาให้ผมกินเถอะ...” ผู้เป็นบิดามองตาบุตรชายด้วยความรันทด พร้อมกับสวมกอดบุตรชายทั้งสองคนที่ตัวผ่ายผอมเหลือแต่กระดูก มือ แขน ขาลีบ และบิดงอ พยายามปลอบด้วยความอ่อนโยนให้บุตรชายอดทน “..สู้ ๆ นะลูก เดี๋ยวพ่อพาไปรักษาตัว มันต้องหาย....” ทั้งที่คำพูดของหมอที่ก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา “ ว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้อีกแล้ว” ส่วนบุตรชายทั้งสองคน มองผู้เป็นบิดาด้วยแววตาเหม่อลอย แล้วเพ้อด้วยเสียงกระซิบว่า “..อุตส่าห์ดิ้นรนจนได้สัญชาติไทย และเข้าถึงสวัสดิการจากรัฐ (กองทุนผู้พิการ) แต่ก็ไม่สามารถจะหายจากโรคนี้ได้  ถ้าเลือกได้จะขอเลือกที่จะหาเลี้ยงชีพ จากร่างกายตัวเองที่ปกติ ดีกว่ามั๊ยพ่อ ? ....”