เรื่องเล่าคนชายขอบ ตอน มอญพอเพียง

Primary tabs

 

 
เรื่องเล่าคนชายขอบ ตอน มอญพอเพียง
 
               สัปดาห์ที่พวกเราเดินทางลงไปดูการทำงานของมูลนิธิพัฒนรักษ์ในพื้นที่ชายแดน สังขละ กาญจนบุรี ต้องบอกว่าเป็นชั่วโมงยามแห่งการได้สั่งสมประสบการณ์ และได้เรียนรู้เรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ในสังคมอื่น หลังจากที่พวกเราหมกมุ่นและวุ่นวายอยู่กับเรื่องของตนเองมานานแสนนาน ลงจากรถตู้อันเป็นพาหนะเดินทางจากกรุงเทพฯ อาจารย์เสรี ทองมาก เลขาธิการมูลนิธิพัฒนรักษ์ ก็ลงมาต้อนรับและต้อนพวกเราเข้าไปในห้องประชุมด้านบนของที่ทำการมูลนิธิ ห้องไม่ใหญ่ แต่เรื่องราวที่อยู่ในห้องนั้นยิ่งใหญ่กว่า ในห้องนั้น กลุ่มหนุ่มสาวชาวมอญที่มีความใส่ใจในความเป็นไปของบ้านเมือง พากันเดินทางมาเข้าฝึกอบรม มาดูการทำงานของมูลนิธิพัฒนรักษ์ เพื่อที่จะเก็บข้อมูล และนำวิธีการกลับไปใช้กับชาวมอญในประเทศพม่า
 
               ก่อนหน้านี้ มอญตกอยู่ในสถานะของชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่ามาโดยตลอด การต่อสู้เพื่อขอมีเสรีภาพทางการเมืองบนผืนแผ่นดินเกิด นำไปสู่การสู้รบกับทางการพม่า จนกระทั่งเมื่อมีข่าวเรื่องการปล่อยตัวอองซานซูจี และการที่พม่ามีนโยบายหันมาปรองดองกับชนกลุ่มน้อยในประเทศนั่นแหละ กลิ่นอายแห่งความสงบจึงเริ่มปรากฏให้เห็น เหมือนผืนแผ่นฟ้าที่เคยมืดมิดมานานแสนนาน บัดนี้เริ่มมีแสงสว่างแห่งความหวังให้เห็นรำไร คนหนุ่มสาวเหล่านี้เริ่มคิดถึงการสร้างบ้านแปลงเมืองเมื่อสันติภาพมาเยือน และนี่คือวัตถุประสงค์ของการเข้ามาเรียนรู้การทำงานของพัฒนรักษ์กับชาวบ้าน เพื่อไปเป็นต้นแบบในการทำงาน
 
               หัวหน้ากลุ่มของชาวมอญเหล่านี้ออกมาบรรยายให้พวกเราฟัง ถึงเรื่องราวของพวกเขาและตอบคำถามที่พวกเราอยากรู้ ช่วงหนึ่งดิฉันถามพวกเขาว่า สิ่งที่พวกเขาอยากเรียนรู้มากที่สุดคืออะไร ?
               เขาตอบว่า เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวง  เพราะพื้นที่บริเวณที่คนมอญอาศัยอยู่มากนั้นเป็นพื้นที่ที่มีความอุดม สมบูรณ์ เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของผืนดินแถบนี้เลยก็ว่าได้ เขาตอบเสร็จดิฉันขนลุกซู่ ความปลื้มปีติวิ่งไล่กันมาเป็นคลื่นถึงหัวใจ น้ำตาพาลจะไหล รู้สึกสงสารเพื่อนร่วมโลก และรู้สึกดีใจที่เรามีในหลวงเป็นหลักชัยและทรงแผ่พระบารมีไปถึงเพื่อนบ้าน ที่ทุกข์ยากของเราอีกด้วย 
 
               อาจารย์เสรีขยายความต่อให้ฟังว่า สำหรับคนกรุงเทพฯ หรือคนไทยอาจนึกภาพไม่ออกว่าทำไมคนมอญถึงต้องมาเรียนรู้เรื่องเกษตรกรรม เพราะในสายเลือดของคนไทยส่วนใหญ่นั้นมีทักษะของการปลูกพืช ปลูกผัก จับจอบเสียมอยู่แล้วในตัว แม้ว่าจะไม่ได้มีอาชีพเป็นเกษตรกรทั้งหมดก็ตาม ซึ่งต่างกับชาวมอญที่หลายสิบปีมานี้แม้ว่าพวกเขาจะมีผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ แต่ชีวิตประจำวันหมดไปกับการถือปืน ถืออาวุธ เรื่องราวที่ชำนาญการ คือการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมากกว่าจะมีเวลามาหยิบจอบ หยิบเสียม
 
               นึกรักประเทศไทยมากขึ้นกว่าเดิมอีกไม่รู้กี่เท่า เพราะทุกวันนี้ยามกลางวันเราก็สามารถเดินทางไปมาได้อย่างสงบสุข มีความไม่ปลอดภัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นว่าอยู่ไม่ได้ ส่วนยามค่ำคืนเราก็นอนหลับสนิทอย่างมีความสุข ทุกข์เข็ญของพวกเราก็วนเวียนอยู่กับความอยากมี อยากเป็น และความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น หรือพูดง่ายๆ เป็นความทุกข์อันเกิดจากความไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีเสียเป็นส่วนใหญ่
 
               ต่างกันหนักหนากลับกลุ่มหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าพวกเราตอนนี้  ไม่รู้ว่าเขาคิดถึงเรื่องอะไร รู้แต่ว่าเขาโหยหาแต่ความสุขสงบ ความต้องการที่จะได้มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยในผืนแผ่นดินบ้านเกิดของตัวเอง พวกเขายังลุกขึ้นมาบรรยายถึงเรื่องการศึกษา สาธารณสุข และความจำเป็นขั้นพื้นฐานอีกมากมายที่มิอาจเสมอกับบ้านเราได้ ไม่รู้นับจากนี้จะต้องใช้เวลาสักกี่ปี ในหนึ่งชั่วชีวิตคนจะได้มีโอกาสได้ลิ้มรสของเสรีภาพและสันติภาพเหมือนผู้คน บนโลกใบเดียวกันบ้างหรือไม่
 
               อาจารย์เสรีบอกว่า หนุ่มสาวเหล่านี้จะใช้เวลาดูงานที่มูลนิธิพัฒนรักษ์ราวสองสัปดาห์ ก่อนที่จะกลับไปและผลัดเปลี่ยนกันมาเป็นรุ่นต่อไป และเมื่อกลับไปก็จะนำความรู้เหล่านี้ไปทำงานกับภาคประชาชนชาวมอญ ส่วนขอบข่ายการดูงานนั้น นอกจากการเกษตรแล้ว ยังรวมถึงการศึกษาดูงานเรื่องการออมทรัพย์ของบรรดาชนกลุ่มน้อยตามชาย ขอบอย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้ว
 
               รุ่งเช้า ช่วงที่เราไปดูงานเรื่องการออมทรัพย์ของกลุ่มชาวบ้าน เราก็ได้เจอพวกเขาอีก พวกเขากำลังเดินดูงานรอบๆ หมู่บ้าน เมื่อสวนทางกันก็หยุดทักทายกัน และได้ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก ทั้งที่ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้มีโอกาสพบเจอกันอีกหรือไม่ ใครจะไปคิดว่าเรื่องของคนในเผ่าพันธุ์ในวรรณคดีที่เราเคยอ่าน เป็นทั้งนักรบผู้กล้า เป็นคนมีปัญญามากกว่าใคร บัดนี้พวกเขากลับมีโชคน้อยกว่าคนที่โชคร้ายในกลุ่มพวกเราเสียอีก เห็นหน้าสาวมอญเราก็นึกถึงวงหน้าเนียนผ่อง เหลืองนวลด้วยแป้งมอระข่า ที่สกัดจากรากไม้ ไล้ลูบเป็นวงเหมือนวงปีไม้ ใครไปเยี่ยม ใครไปเห็นเป็นต้องอดซื้อติดมือติดไม้กลับมาไม่ได้
 
    อยู่ใกล้กันเพียงข้ามฝั่ง แต่ก็เหมือนอยู่ไกลกันหนักหนา 
    ค่ำคืนนั้น นึกอยากฟังเพลง “มอญดูดาว” ขึ้นมาจับใจ 
    ไม่รู้ว่าพวกเขายังมีเวลาดูดาวบนฟ้าเดียวกันกับเราหรือไม่.