เริ่มมองผ่านปู่โคอิไปหาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชนกัน

Primary tabs

 

 

เริ่มมองผ่านปู่โคอิไปหาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชนกัน

การมองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชนผ่านปู่โคอิ

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/490754

http://www.learners.in.th/blogs/posts/520113

 

๑.  ความนำ 

              บันทึกนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยเพื่อเสนอแนวคิดในการกำหนดสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยในการเสวนาภายใต้ “โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการจัดการประชากรในประเทศไทย : ตอนวิเคราะห์การจัดการสิทธิให้แก่คนดั้งเดิมที่อาศัยติดแผ่นดินไทยผ่านกรณีปู่โคอิแห่งอำเภอแก่งกระจานซึ่งประสบปัญหาความไร้รัฐเจ้าของตัวบุคคล” ซึ่งจะจัดการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโลกแห่งความเป็นจริง[1] และในโลกอิเล็กทรอนิกส์[2]

              ใน วันนี้ ประเทศไทยหรือประเทศอื่นใดบนโลกใบนี้ต่างก็มีกฎหมายที่กำหนดปัญหาที่สำคัญ สำหรับมนุษย์ ๕ เรื่อง กล่าวคือ (๑) ปัญหาความเป็นบุคคลตามกฎหมาย (๒) ปัญหาหนี้สิน (๓) ปัญหาทรัพย์สิน (๔) ปัญหาครอบครัว และ (๕) ปัญหามรดก กฎหมายในเรื่องทั้ง ๕ เรื่องนี้อาจจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ ก็ได้ และกฎหมายดังกล่าวอาจจะมีลักษณะเป็นกฎหมายทั่วไป หรือกฎหมายพิเศษก็ได้ สำหรับประเทศไทย มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อกำหนดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนในทั้ง ๕ สถานการณ์

๒.  ปู่โคอิและกฎหมายที่มีผล 

              ใน สถานการณ์ที่นิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนมีลักษณะระหว่างประเทศ กฎหมายที่มีผลกำหนดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายดังกล่าวมา ก็คือ กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้ในกฎหมายของนานประเทศก็อาจเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ ก็ได้ และกฎหมายดังกล่าวอาจจะมีลักษณะเป็นกฎหมายทั่วไป หรือกฎหมายพิเศษก็ได้ สำหรับประเทศไทย มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ เพื่อกำหนดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนในทั้ง ๕ สถานการณ์ 

               แล้ว เมื่อย้อนมามองปู่โคอิผ่านไปยังสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชน เราก็จะเห็นว่า เมื่อปู่โคอิปรากฏตัวในประเทศไทย กฎหมายเอกชนที่มีผลกำหนดสิทธิในความเป็นบุคคลของปู่ ก็คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๔๖๘ อยู่ดี และแม้เราจะสงสัยว่า ปู่อาจจะมิใช่คนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งแก่งกระจาน อันมีสิทธิในสัญชาติไทย และความไร้รัฐผู้รับรองปู่ในทะเบียนราษฎร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๔๖๘ ก็ยังเป็นกฎหมายที่มีผลกำหนดปัญหาความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชนของปู่อยู่ดี ทั้งนี้ เป็นไปตามที่กำหนดโดยมาตรา ๓[3] ประกอบมาตรา ๖ วรรค ๔[4] แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ที่กำหนดให้ใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของภูมิลำเนาของบุคคล แทนกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล เมื่อจะต้องพิจารณาปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมายที่ตกอยู่ภายใต้กฎหมายภูมิลำเนา ของบุคคล  

๓.  ปู่โคอิและสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชน 

               ดังนั้น เมื่อปู่โคอิเป็นมนุษย์ ก็ย่อมมีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชน เพราะมาตรา ๑๕ วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย” ดังนั้น เมื่อมนุษย์ใดปฏิสนธิขึ้นเป็นตัวอ่อนในครรภ์มารดาแล้วคลอดออกมารอดอยู่ มนุษย์นั้นก็ย่อมีสถานะบุคคลตามกฎหมาย จะเห็นว่า มนุษย์ทุกคนเป็นผู้ทรงสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชน ไม่ว่าจะฟังได้หรือไม่ว่า ปู่โคอิมีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรเป็นราษฎรไทยหรือไม่ ไม่ว่าจะฟังได้หรือไม่ว่า ปู่โคอิมีสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ ไม่ว่าจะฟังได้หรือไม่ว่า ปู่โคอิมีสถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองเป็นคนเข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นคนอาศัยอยู่ถูกกฎหมายหรือไม่ สรุปได้ว่า ความเป็นมนุษย์ย่อมเป็นฐานแห่งสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชน 

๔.  ปู่โคอิและสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมายเอกชน 

               นอก จากนั้น เพื่อตอบคำถามที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ก็คือ ปู่โคอิจะทรงสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกทำให้เสียหายโดยเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยาน แห่งชาติฯ หรือไม่ ? คำถามนี้ คงต้องแยกตอบออกเป็น ๒ ประเด็น กล่าวคือ หากว่า เป็นเรื่องของสิทธิในการถือครองทรัพย์สินตามกฎหมายมหาชน อันได้แก่ อุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีสถานะเป็นที่ดินของรัฐ กฎหมายที่มีผลกำหนดสิทธิดังกล่าว ก็ต้องเป็นกฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณี ในที่นี้ ก็คือ กฎหมายมหาชนไทยว่าด้วยอุทยานแห่งชาตินั่นเอง ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น ประเด็นนี้มิใช่สิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมายเอกชน  

               แต่ หากเป็นเรื่องของทรัพย์สินที่มิใช่ของรัฐ อาทิ บ้านของปู่โคอิที่ปลูกบนที่ดินอันเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือเสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องทำอาหาร เครื่องมือเพื่อการทำมาหาเลี้ยงชีพ ตลอดจนข้าวอันเป็นผลผลิตของการเพาะปลูกบนที่ดินอันอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน มิใช่ของรัฐ  ปู่ โคอิจึงอาจมีสถานะเป็น “เจ้าของทรัพย์” หากทรัพย์สินดังกล่าวได้รับความเสียหายโดยการกระทำละเมิดของบุคคลอื่นใด ผู้ละเมิดย่อมต้องมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าของทรัพย์ สิทธิในสถานะเจ้าของทรัพย์ย่อมไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นคนมีรัฐหรือคนไร้รัฐ ย่อมไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นคนมีสัญชาติหรือคนไร้สัญชาติ ย่อมไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นคนชาติหรือคนต่างด้าว หรือย่อมไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นคนถูกหรือผิดกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง สรุปได้ว่า ความเป็นมนุษย์ย่อมเป็นฐานแห่งสิทธิในสถานะเจ้าของทรัพย์ 

               แต่ อย่างไรก็ตาม ปู่โคอิเป็นเจ้าของทรัพย์ตามกฎหมายไทยได้ แต่การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของทรัพย์ใดทรัพย์หนึ่งนั้นย่อมเป็นไปตามกฎหมาย เอกชนว่าด้วยทรัพย์สิน จึงต้องมีการพิสูจน์การได้มาอีกครั้งหนึ่ง หากพิสูจน์ได้แล้ว จะมาปฏิเสธสิทธิในสถานะเจ้าของทรัพย์สินเพราะเหตุที่ปู่โคอิเป็นคน ชาติพันธุ์ หรือคนไร้รัฐผู้รับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร หรือคนไร้รัฐผู้รับรองสถานะคนสัญชาติ หรือคนไร้สิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายคนเข้าเมืองมิได้  

               แต่ อย่างไรก็ตาม อาจมีแนวคิดในนักกฎหมายที่นิยมรัฐอย่างสุดโต่ง ที่อาจปฏิเสธความมีผลของสิทธิของคนที่ผิดกฎหมายคนเข้าเมืองหรือถูกถือว่าผิด กฎหมายคนเข้าเมือง โดยเชื่อว่า ความเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายเอกชนว่าด้วยทรัพย์สิน แต่ก็อาจตกเป็นโมฆะด้วยขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของ ประชาชน (public order) ดังที่บัญญัติในมาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๔๖๘ ซึ่งบัญญัติว่า “การ ใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็น การขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ” ประเด็นนี้ถูกโต้แย้งอย่างมากโดยนักกฎหมายที่เป็นมนุษย์นิยม การกระทำที่ขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยฯ ย่อมต้องเป็นการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่หากการกระทำไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่ผู้กกระทำหรือผู้ก่อหนี้มันนำมาซึ่งทรัพย์สินเป็นคนผิดกฎหมาย การกระทำก็ย่อมไม่ตกเป็นโมฆะ ดังนั้น ในสายตานักกฎหมายฝ่ายมนุษยนิยม เมื่อปู่โคอิถูกถือว่าเป็นคนต่างด้าวโดยมาตรา ๕๗ วรรค ๑[5] แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ และถูกถือว่าเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยมาตรา ๕๘[6] แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ การกระทำทั้งทางหนี้และทรัพย์ของปู่โคอิก็ไม่ตกเป็นโมฆะ ปู่โคอิย่อมมีสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายหนี้และทรัพย์สินได้ 

๕.  ปู่โคอิและสิทธิในการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชน 

               นอกจากนั้น ปู่โคอิซึ่งในวันนี้ยังประสบปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ ย่อมทรงสิทธิในการจดทะเบียนสิทธิตามกฎหมายเอกชน อาทิ การจดทะเบียนคนเกิด การจดทะเบียนคนอยู่ การจดทะเบียนคนตาย การจดทะเบียนครอบครัว หรือการจดทะเบียนทรัพย์สิน เป็นต้น  

               ตัวอย่าง ก็คือ แม้ปู่โคอิจะเกิดก่อนกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร กฎหมายนี้ก็ยังกำหนดหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยที่จะต้องจดทะเบียนราษฎร ให้แก่ปู่โคอิ ฐานแห่งสิทธิในการรับรองนี้ ก็คือ ความเป็นผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายเอกชน ขอให้สังเกตว่า ผู้มีหน้าที่รับรองโดยการจดทะเบียน ก็คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รักษาการตามกฎหมาย กฎหมายทะเบียนบุคคลของรัฐเป็นกฎหมายมหาชน แต่กฎหมายมหาชนในลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า “กฎหมายแพ่งมหาชน” เมื่อเอกชนทรงสิทธิ รัฐก็มีหน้าที่ที่จะต้องรับรองและจดทะเบียน  ดัง นั้น ความเป็นมนุษย์ของปู่โคอิจึงเป็นฐานแห่งสิทธิ การที่ปู่โคอิปราบความไร้รัฐจึงเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รักษาการ ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร ซึ่งเรื่องนี้ เราจะพิจารณากันต่อไปในการวิเคราะห์สิทธิของปู่โคอิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย การทะเบียนราษฎร 

๖.  ปู่โคอิและสิทธิในความยุติธรรมไทย 

               ใน ท้ายที่สุด เพื่อคุ้มครองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชน ปู่โคอิย่อมมีสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งซึ่งมีเขตอำนาจเหนือข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งสำหรับคนที่มีรัฐหรือคนไร้รัฐเป็นไปตามกฎหมายเดียว กัน กล่าวคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ.๒๔๗๘ ซึ่งสิทธิที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งในศาลไทยมีที่มาจากจุดเกาะ เกี่ยว ๕ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ (๑) จำเลยมีภูมิลำเนาในประเทศไทย (๒) มูลคดีเกิดในประเทศไทย (๓) โจทก์มีภูมิลำเนาในประเทศไทย (๔) โจทก์มีสัญชาติไทย (๕) ทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีตั้งอยู่ในประเทศไทย จะเห็นว่า ความเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติของปู่โคอิไม่อาจทำให้ปู่ไร้สิทธิในความยุติธรรม ไทย เมื่อปู่ได้รับความเสียหายในประเทศไทย ศาลแพ่งไทยย่อมมีเขตอำนาจที่จะพิจารณาคดีตามฟ้องของปู่และให้ความยุติธรรม แก่ปู่ได้ สรุปได้ว่า ความยุติธรรมทางแพ่งไทยจึงเป็นความยุติธรรมเพื่อมนุษย์ มิใช่เพียงเพื่อคนมีสัญชาติไทย หรือคนมีรัฐ หรือคนถูกกฎหมายคนเข้าเมือง 

----------------------------------------------

 

[1] การเสวนาดังกล่าวจะทำในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕  เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องประชุม ๒๒๑ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และ ณ ห้องประชุม ๑๓๐๘ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดยการถ่ายทอดการประชุมทางไกล (Teleconference) 

[2] การเสวนาโดยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์น่าจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๘ – ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕ ภายใต้ ๓ ช่องทาง (๑) โดยกลุ่มอีเมลล์ที่ตั้งขึ้น  (๒) โดยใช้http://www.facebook.com   (๓) โดยใช้ http://www.learners.in.th  และ (๔) โดยใช้ http://www.gotoknow.org

[3] ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อ ใดไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นใดแห่งประเทศสยามที่จะยกมาปรับกับกรณีขัดกันแห่งกฎหมายได้ ให้ใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล”

[4] ซึ่งบัญญัติว่า “สำหรับ บุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ”

[5] ซึ่งบัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้ใดอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ถ้าไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นคนต่างด้าวจนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสัญชาติไทย”

[6] ซึ่งบัญญัติว่า “คน ต่างด้าวผู้ใดไม่มีหลักฐานการเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามมาตรา ๑๒ (๑) หรือไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตามพระราชบัญญัตินี้และทั้งไม่มีใบสำคัญประจำ ตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคนต่างด้าวผู้นั้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้”