เริ่มค่าจ้าง300

Primary tabs

 

เริ่มค่าจ้าง300
 
วันนี้-7จว. กับฉุกเฉิน รักษาฟรี ได้ทุกรพ.
 
                กอง ทุนประ กันสุขภาพเริ่มแล้ววันนี้ (1 เม.ย.) เจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี กดเรียก 1669 กับอีกนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง 'ยิ่งลักษณ์' ออกรายการพบประชาชนยอมรับรายย่อยอาจกระทบ แต่สั่งให้ รมว.อุตสาหกรรม ลงไปช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี คาดค่าแรงขึ้น กระตุ้นจับจ่ายใช้สอย 
                เมื่อวันที่ 31 มี.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนว่า รัฐบาลได้ลงนามข้อตกลง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ ประกอบด้วย กองทุนประกันสังคม กองทุน 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนสวัสดิการข้าราชการว่า เพื่อให้คนไทยทุกคนเมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินจะได้รับการรักษาทันที และเข้ารักษาที่ไหนก็ได้ ทั้งนี้ ขอบคุณโรงพยาบาลเอกชนที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล และจะเริ่มให้บริการได้วันที่ 1 เม.ย. นี้ ส่วนกองทุนประกันภัยพิบัติ รัฐบาลทำงานร่วมกับสมาคมประกันภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เพราะหลังน้ำท่วมมีเสียงสะท้อนจากประชาชนว่า หาบริษัทรับประกันภัยยาก หรือเพิ่มค่าประกันภัยสูง รัฐบาลจึงตั้งกองทุนประกันภัยขึ้น วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท หลังประกาศไป เบี้ยประกันก็ลดลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นข่าวดี 
               ด้านน.พ.ชาตรี เจริญชีวกุล เลขาธิการสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับผู้ป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกแห่งทั่วถึงทุกคนที่จะเริ่มวันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป ว่า ขณะนี้ระบบมีความพร้อมแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีการเรียกประชุมหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าส่วนงานฉุกเฉิน ศูนย์สั่งการ เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง น.พ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็มีการเรียกประชุมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และโรงพยาบาลเอกชนไปแล้ว เพื่อทำความเข้าใจนิยาม ให้ตรงกัน 
               น.พ.ชาตรี กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้ที่ต้องเร่งทำงานมากที่สุด คือ เรื่องความเข้าใจของประชา ชน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจในการใช้เบอร์ฉุกเฉิน 1669 ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า เป็นที่รู้จักของประชาชน ประมาณร้อยละ 70 ซึ่งจะต้องทำให้ประชาชนใช้เบอร์ 1669 ให้ได้มากกว่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีความเข้าใจและพร้อมที่จะให้บริการประชาชนอย่างเต็ม ที่ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่ใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ประมาณนาทีละ 2 รายทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้ป่วยอุบัติเหตุครึ่งหนึ่ง และเจ็บป่วยฉุกเฉินครึ่งหนึ่ง เชื่อว่าภายหลังจากมีการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินเข้าทุกโรงพยาบาล จะทำให้ปริมาณผู้ป่วยที่ใช้บริการฉุกเฉินเพิ่มไม่มากนัก อาจจะประมาณ นาทีละ 3-4 ราย 
               'บางครั้งประชาชนยังไม่เข้าใจเรื่องการใช้สิทธิฉุกเฉิน ทำให้บางส่วนเลือกที่จะไปโรงพยาบาลเอง หรือไปรถสาธารณะ และไปในที่ที่ไม่สามารถรักษาได้ ทำให้เสียโอกาสในการรักษา และอาจทำให้เสียชีวิตลง แต่หากประชาชนแจ้ง 1669 จะสามารถแยกได้ว่า อาการ ลักษณะความฉุกเฉิน จะต้องได้รับการบริการที่ใดได้บ้าง ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีปัญหาในเรื่องของสิทธิและข้อกังวลในเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันเมื่อมีนโยบายดังกล่าวก็เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ ดีอย่างทั่วถึงมากขึ้น' น.พ.ชาตรีกล่าว
              น.พ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในส่วนของ สปสช. ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยเคลียริ่งหรือตามจ่าย ขณะนี้ถือว่ามีความพร้อม 100% ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และเชื่อว่าผู้ป่วยคงไม่แห่ใช้บริการฉุกเฉินเพิ่มกว่าปกติ จนไม่สามารถรับมือได้ ทั้งนี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องระบบ ออนไลน์ ที่จะใช้ในระบบการจ่ายเงินสำหรับกรณีฉุกเฉินในสิทธิต่างๆ ไว้เรียบร้อยหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากดำเนินนโยบาย 1 เดือนจะมีการประเมินอีกครั้ง และภายหลังดำเนินนโยบายไป 2-3 เดือนจึงจะสามารถบอกได้ว่า มีปัญหาอย่างไร ต้องปรับปรุงอะไร อย่างไร
               สำหรับ คำนิยามของผู้ป่วยฉุกเฉินจะยึดเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 จะจำเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรค ได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการที่อาจคุกคามต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ ได้แก่ หัวใจ สมอง ทางเดินหายใจ ที่จำเป็นต้องดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ มิเช่นนั้นอาจทำให้เสียชีวิตได้ทันที อาทิ หัวใจหยุดเต้น หอบหืดขั้นรุนแรง มีการเขียวคล้ำของปากและเล็บมือ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว สิ่งแปลกปลอมอุดกั้นหลอดลมทั้งหมด อุบัติเหตุรุนแรงบริเวณใบหน้าและลำคอ มีเลือดออกมาก ภาวะช็อกจากการเสียเลือด หรือขาดน้ำอย่างรุน แรง แขน ขา อ่อนแรงพูดไม่ชัดเฉียบพลัน ชักตลอดเวลาหรือชักจนตัวเขียว มีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ถูกสารพิษ สัตว์มีพิษกัด หรือได้รับยามากเกินขนาด ถูกสุนัขกัดบริเวณใบหน้าและลำคอ เป็นต้น ทั้งนี้ อาการฉุกเฉินนอกเหนือ จากนี้หรือไม่แน่ใจ สามารถโทร.แจ้งที่สายด่วน 1669 เพื่อขอคำปรึกษาและรับการช่วยเหลือด้านการแพทย์ฉุกเฉิน บริการฟรีทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง 
               นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท วันที่ 1 เม.ย. นี้ว่า บริษัทใหญ่อาจไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะบางที่ก็จ่ายไปมากกว่านั้นแล้ว และได้ให้นโยบาย รมว.อุตสาหกรรม ไปช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะแผนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้คุณภาพการผลิตเพิ่มขึ้น หลังปรับเพิ่มค่าจ้างแล้ว เบื้องต้นได้ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอบรม 
               นายก รัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ถ้าย้อนกลับไปดูสถิติย้อนหลังจะเห็นว่า ค่าแรงคนไทยไม่ขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกปี เห็นใจผู้ใช้แรงงาน ค่าแรงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการดำเนินการ แต่ตีเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่สูงมากนัก ถ้าแรงงานมีรายได้บ้าง ก็จะมีกำลังจับจ่ายใช้สอย การค้าขายของอุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะดีขึ้น เราไม่ได้ละเลยความกังวลของภาคธุรกิจ และรัฐบาลจะเข้ามาดูแลมากขึ้น เชื่อว่าถ้าแก้ปัญหาจากฐานล่างของพีระมิด จะกระตุ้นการใช้สอยในประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจค้าขายได้มากขึ้น เงินภาษีเข้ามาภาครัฐ และเศรษฐกิจจะหมุนเวียน แต่แน่อนอนว่า ช่วงรอยต่อเป็นช่วงสำคัญ ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องรับฟังประชาชน และภาคธุรกิจ 
                นางนันท วัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า ยอมรับว่านโยบายดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกบางส่วน แต่บางส่วนก็มีการจ่ายค่าแรงให้กับแรงงานเกิน 300 บาทอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์เพราะส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือ ส่วนที่ได้รับผลกระทบคือธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น ภาคอุตสาหกรรมอาหาร อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการจับตาดูแนวโน้มค่าเงินบาทที่อาจมีการ เปลี่ยนแปลง ซึ่งเห็นว่าผู้ส่งออกกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งจากค่าแรง ขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ราคาค่าเชื้อเพลิง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแอลพีจี รวมถึงค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยค่าเงินบาทที่มีการเปลี่ยนแปลงทุก 1 บาท จะกระทบต้นทุนผู้ส่งออก 3.3% ซึ่งจะมีผลต่อการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า
                 นาย สุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมสิ่งทอ กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทออย่างมากโดยตั้งแต่มีการประกาศจะปรับค่าแรง ขึ้นผู้ประกอบการก็เตรียมตัวเพื่อย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านกัน ต่อเนื่อง ผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศในลำดับต้นๆ ของประเทศ 10-15 รายมูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ย้ายฐานการผลิตออกไปแล้ว และสมาชิกของสมาคม 300 รายได้รับผลกระทบอย่างมากก็จะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทยและไทยจะสูญเสียความเป็นประเทศผู้นำ ด้านการผลิตและส่งออกสิ่งทอไป
               'ต่างชาติและผู้ประกอบการไทยมองว่า ไม่ควรนำเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะต้องเป็นไปตามกลไกตลาดมีเหตุมีผล ใช้เรื่องนี้หาเสียง ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นภาคธุรกิจที่ส่วนใหญ่เป็นของคนไทยที่ควรรักษาไว้ แต่รัฐบาลกลับทำให้เอกชนตัดสินใจย้ายฐานการผลิตง่ายขึ้นแต่กลับให้ความสำคัญ ในการดูแลอุตสาหกรรมที่เป็นการลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์ มากกว่าธุรกิจที่เป็นของคนไทย' นายสุกิจกล่าว
               นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แม้ว่าผู้ประกอบการหลายรายจะไม่เห็นด้วยในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าว กระโดดในครั้งนี้ แต่เมื่อรัฐบาลออกประกาศเป็นกฎหมายแล้วภาคเอกชนก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระ ทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 6% ทำให้ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับแผนการผลิตที่เน้นใช้เครื่องจักร และเครื่องทุ่นแรงมากขึ้น และหากนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะลดปริมาณแรงงานในภาคอุตสาห กรรมทั้งระบบลงได้ 5-6 แสนคน
               อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อแรงงานในระยะสั้นๆ แต่หลังจาก 2-3 ปีเชื่อว่าผู้ประกอบการจะติดตั้งเครื่องจักรและเครื่องทุ่นแรงกันเกือบหมด และจากนั้นก็จะมีผลต่อการลดการจ้างแรงงานหรือลดการรับแรงงานใหม่ๆ ลง สำหรับกิจการที่อาจลดปริมาณแรงงานลงยากแม้จะมีเครื่องจักรและเครื่องทุ่นแรง คือ กลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า, อาหาร, เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้นที่จำเป็นต้องใช้แรงงานในการดำเนินงานเป็นหลัก
               นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุ โส บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ยอมรับว่านโยบายปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วน ที่จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องทั้งหมด ซึ่งคงต้องมีการปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง โดยในด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็จะยังไม่มีการผลักภาระส่วนนี้ไปให้กับผู้บริโภค การขึ้นราคารถคงจะเป็นทางเลือกสุดท้าย 
               นายอนุชน วรินทร์เสถียร สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ผลที่จะกระทบเกิดขึ้นก็คือ นายจ้างที่จ่ายไม่ครบ 300 บาท ต้องปรับให้ 300 บาท เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ณ วันที่ 1 เมษาฯ คนที่ค่าแรงเดิม 215 บาท พอปรับขึ้นไป ตนเห็นว่าทำถูกต้อง แต่ว่าไม่ถูกใจ เพราะบางคนได้ 290 บาท ต่อวันมาหลายปี ขึ้นแค่ 10 บาทเขาไม่พอใจ มันต้องปรับเป็นขั้นบันไดไป 
               น.พ.กำ พล พลัสสินทร์ ผอ.กลุ่ม ร.พ.จุฬารัตน์ จ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า การปรับค่า แรงขั้นต่ำของรัฐบาลมีผลกระทบกับโรงพยา บาลทำให้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นประมาณ 10 % เพราะค่ายา เวชภัณฑ์ต่างๆ ปรับราคาสูงขึ้น ทำให้โรงพยาบาลต้องปรับค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นตามไปด้วย ภาระจึงตกไปอยู่ที่คนไข้หรือผู้บริโภคที่จ่ายเงินสด
               นายวิชา สุขุมาวาสี ประธานชมรมอุตสาห กรรมบางปู เปิดเผยว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน มีผลกระทบกับโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางปูซึ่งทางชมรมได้มีการประชุมกัน ซึ่งมีผลกระทบต่อโครงสร้างเงินเดือน บริษัท ทั้งรายวันและรายเดือน รวมทั้งบริษัท รปภ. แม่บ้าน รถรับส่งพนักงานก็ขอขึ้นค่าจ้าง อีกทั้งต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนในกรณีที่บริษัทไม่ได้รับคนพิการเข้าทำงาน หรือหาคนพิการ เข้าทำงานไม่ได้ ทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทต่างๆ สูงขึ้น 10-12 % แต่ทุกบริษัทคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ 8 ชั่ว โมง / วัน ในอัตรา 300 บาท ต่อไป