เปิดยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรพ้นที่สูง

Primary tabs

 

               พื้นที่สูงในประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 67.22 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 53 ของพื้นที่ 20 จังหวัด มีประชากรชนเผ่าอาศัยอยู่กว่า 15 เผ่า รวมประชากรกว่า 964,916 คน กระจัดกระจายอยู่ในหมู่บ้านทั้งหมด 3,829 กลุ่มบ้าน กระจายอยู่ใน 20 จังหวัด แบ่งออกเป็นจังหวัดในภาคเหนือ 13 จังหวัด จำนวน 851,282 คน รองลงมาคือจังหวัดตาก และจังหวัดเชียงราย จำนวน 130,068 และ 130,054 คน ตามลำดับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่องโดยในช่วง พ.ศ.2498-2512 รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคง และช่วงปี 2512-2534 เน้นการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่น ควบคู่กับการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงเป็นหลัก ต่อมาจึงได้เน้นการพัฒนาในเชิงบูรณาการมากขึ้น แต่ปัญหาขณะนี้ก็ยังมีให้ต้องเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องความยากจน มีระบบการผลิตที่ใช้สารเคมีเกษตรอย่างไม่เหมาะสม พื้นที่ทำกินเสื่อมโทรม ปัญหาการบุกรุกเพื่อหาที่ทำกินใหม่ ความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เกิดผลกระทบให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย เกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติเพิ่มมากยิ่งขึ้น

               สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ทุนสนับสนุนแก่นักวิจัยไทยดำเนินการวิจัยเชิงบูรณาการครอบคลุมสาระทาง วิทยาศาสตร์การเกษตร สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอแนะแนวทางพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน โดยรวมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยโฮเฮนฮายม์เมืองสตุตการ์ด สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และนักวิชาการจากประเทศเวียดนาม ดำเนินการวิจัยในโครงการการใช้ที่ดินและการพัฒนาชนบทบนพื้นที่สูงอย่าง ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ความร่วมมือไทย-เยอรมนี หรือ โครงการ The Uplands Program มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2555 รวม 12 ปี

               สำหรับผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถจัดทำเป็นข้อสรุปประเด็นยุทธศาสตร์และแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินบน พื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ที่เน้นสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในลักษณะที่ได้สมดุลกับการพัฒนาสันติสุขในสังคม และการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตามภายใต้กระแสพัฒนาการของโลก ชุมชนบนพื้นที่สูง ไม่ได้เป็นชุมชนที่อยู่โดดเดียวในพื้นที่ที่ห่างไกลอีกต่อไป แต่กำลังได้รับผลกระทบจากกระแสเศรษฐกิจโลก และเงื่อนไขทางการค้าการลงทุนต่างๆ ตลอดจนภาวการณ์เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชุมชนบนพื้นที่สูงจึงต้องปรับตัว โดยกำหนดกลยุทธ์ และแนวทางการพัฒนาตนเองให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และยืนหยัดอยู่บนเวทีโลกอย่างรู้เท่าทันและมีศักดิ์ศรี
 
               ผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า กลยุทธ์แนวทางดำเนินงานที่ควรมุ่งเน้น ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์ คือ 1.การแก้ไขปัญหาความยากจนและส่งเสริมการฟื้นฟูการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ป่าไม้ มุ่งเสริมสร้างความรู้และความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้กับประชากร และส่งเสริมการแก้ไขความยากจนอย่างยั่งยืนด้วยการลดรายจ่าย และการสร้างรายได้ตามวิถีโลกใหม่ 2.ส่งเสริมระบบการเกษตรเชิงอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงโดยมุ่งพัฒนา เกษตรกร ให้มีความตระหนัก มีความรู้ และปฏิบัติจริงในการจัดการระบบเพาะปลูกเชิงอนุรักษ์ดินและน้ำ 3.เสริมสร้างศักยภาพการตลาดของสินค้าจากพื้นที่สูง โดยมุ่งเน้นพัฒนา เกษตรกร ผู้บริโภคผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐให้สามารถปรับตัวในบทบาทหน้าที่ของ ตนเองให้เอื้อต่อการเสริมสร้างศักยภาพการตลาดของสินค้าจากพื้นที่สูงที่มุ่ง เน้นตอบสนองผู้บริโภค และ 4.เสริมสร้างระบบบริหารจัดการที่ดีและส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของทั้ง หน่วยงานและชุมชนที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนา บุคลากรของรัฐ และเจ้าหน้าที่ขององค์กรส่วนท้องถิ่น ให้สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนในการพัฒนากิจกรรมเพื่อการพึ่งพาตนเอง รวมทั้งพัฒนากฎระเบียบของชุมชนให้เอื้ออำนวยต่อความเสมอภาค และเสริมศักยภาพของชุมชนในการปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์ล่าสุด วช. ได้นำสื่อมวลชนสัญจรไปศึกษาดูงานโครงการวิจัยภายใต้ความร่วมมือไทย-เยอรมัน ตำบลแม่สาใหม่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ดูการจัดการดินและการผลิตไม้ผลนอกฤดูกาล รศ.ดร.พิทยา สรวมศิริ อาจารย์ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ประสานงานโครงการ กล่าวว่า วช.ได้อนุมัติทุนสนับสนุนให้ดำเนินการวิจัยโครงการดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหา การออกดอกของลิ้นจี่ ที่ปลูกในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งคณะนักวิจัยได้ศึกษาเชิงลึกทางสรีรวิทยา การออกดอกของลิ้นจี่ และได้นำความรู้ไปพัฒนาเป็นเทคนิคแบบต้นทุนที่เกษตรกรสามารถนำไปกระตุ้นการ ออกดอกของลิ้นจี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้เผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา
 
               สำหรับลิ้นจี่ ปัจจุบันเป็นผลเศรษฐกิจของภาคเหนือ ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรบนพื้นที่สูง โดยมีพื้นที่ปลูกรวมประมาณ 131,517 ไร่ มีผลผลิตรวมประมาณ 71,608 ตัน มูลค่าการค้าการส่งออกประมาณ 300 ล้านบาท ลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่ต้องการอากาศเย็น เกษตรกรจึงนิยมปลูกบนพื้นที่ภูเขาสูงที่มีความลาดชัน ด้วยเรือนพุ่มของต้นลิ้นจี่ที่เป็นไม้ผลขนาดใหญ่ จึงทำหน้าที่เหมือนไม้ป่าในการช่วยปกป้องหน้าดินจากการถูกชะล้างและช่วยเก็บ รักษาความชุ่มชื้นไว้บนพื้นที่สูงได้ดีกว่าการปลูกพืชไร่ชนิดต่างๆ
 
               อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกทำให้อุณหภูมิอากาศบนพื้นที่สูงร้อน ขึ้น และเกิดภาวะแห้งแล้งยาวนานกว่าปกติต้นลิ้นจี่จึงขาดความอุดมสมบูรณ์ ออกดอกติดผลน้อยลง หรือออกดอกติดผลปีเว้นปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงอย่างมาก และมีแนวโน้มตัดฟันต้นลิ้นจี่ทิ้งและเปลี่ยนไปปลูกพืชไร่ หรือพืชผักอายุสั้นอย่างอื่น ซึ่งล้วนเป็นพืชต้องใช้น้ำมากและต้องใช้สารเคมีเกษตรในปริมาณมาก ก่อให้เกิดเป็นปัญหาต่อแหล่งต้นน้ำลำธารของประเทศ เทคโนโลยีการผลิตลิ้นจี่นอกฤดูที่พัฒนาได้นี้ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรเป็น อย่างดีในการทดสอบขยายผลผลิตออกจำหน่ายนอกฤดู ในช่วงเดือนธันวาคม เทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน โดย เก็บเกี่ยวลิ้นจี่ก่อนฤดูในเดือนมีนาคม ขณะที่โดยปกติลิ้นจี่ในเขตภาคเหนือของไทยจะเก็บเกี่ยวในเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวลิ้นจี่ของประเทศจีน ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายลิ้นจี่รายใหญ่ที่สุดของโลก ก็จะทำให้ลิ้นจี่ราตาตกต่ำ เทคโนโลยีที่พัฒนาได้นี้จะช่วยลดปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงฤดูเก็บ เกี่ยวปกติ จึงเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำสำหรับลิ้นจี่ในฤดูปกติได้ด้วยส่วนเทคนิคในการผลิตลิ้นจี่นอกฤดูกาลขณะนี้ได้ดำเนินการในแปลงทดลอง ประมาณ 80 ต้น ของนายมรกต ทรงกิตติคุณเกษตรกรบ้านแม่สาใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ได้ผลดี โดยเริ่มจากการตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม แล้วใช้วิธีการควั่นกิ่งลิ้นจี่ แล้วบำรุงด้วย
ฮอร์โมนที่ผลิตจากธรรมชาติ และการบำรุงใบ และช่อดอก ทำให้ลิ้นจี่ ออกดอก และติดผลสูง และกำลังศึกษาต่อว่าจะสามารถใช้สารราดเหมือนกับลำไยออกนอกฤดูต่อไป ขณะนี้เกษตรกรสนใจสามารถติดต่อรายละเอียดได้จากภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากร ธรรมชาติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่