เปิดชีวิตผู้อพยพในค่ายผู้ลี้ภัย...จ.แม่ฮ่องสอน

Primary tabs

 

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สถานการณ์สู้รบระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อย บริเวณชายแดนไทยพม่า ตั้งแต่ปี 2527 มีผู้อพยพเข้ามาลี้ภัยอยู่พื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน จำนวนมาก โดยได้จัดตั้งเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนพม่า ตามหลักมนุษยธรรมทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯบ้านใหม่ในสอย อ.เมืองแม่ฮ่องสอน มีประชากรอาศัย 12,404 คน บ้านแม่สุริน อ.ขุนยวม มีประชากร 2,047 คน บ้านแม่ลามาหลวง มีประชากร 12,379 คน และบ้านแม่ละอูน อ.สบเมย 13,531 คน สรุปตัวเลขรวมมีผู้อพยพอยู่ในแผ่นดินไทย จ.แม่ฮ่องสอน 40,361 คน โดยที่ก่อนหน้านั้นผู้ลี้ภัยได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ยังประเทศต่าง ๆ อาทิ สวีเดน นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น รวมทั้งสิ้น 26,504 คน โดยเริ่มเดินทางไปตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน โดยเดินทางไปประเทศอเมริกามากสุด 17,739 คน 
ผู้ลี้ภัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้านการดำรงชีวิตอยู่จาก สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยมีองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ 10 ประเทศเข้าไปดูแล อาทิ องค์การ TBBC เข้าไปดูแลเรื่องอาหาร IRC เข้าไปดูแลเรื่อง สาธารณสุข JRS ดูแลด้านการฝึกอาชีพ เป็นต้น 
กรมการปกครองข้าว ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่พักพิง โดยมอบหมายให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิกอส.) รับผิดชอบประจำโซน และมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบและระวังป้องกันมิให้มีการกระทำผิดกฎหมายไทย ตลอดจนการตั้งด่านการเข้าออกของศูนย์อพยพ ตรวจสอบจำนวนผู้อพยพเพื่อรายงานผล จัดทำทะเบียนผู้อพยพ เป็นต้น 
ล่าสุดกรมการปกครอง ได้เปิดให้สื่อมวลชนเข้าศึกษาดูงาน การดูแลด้านความการรักษาความสงบ ณ พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบริเวณบ้านใหม่ในสอย และการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ณ อ.ปางมะผ้า 
ศูนย์พักพิงดังกล่าว จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 อยู่ห่างจากตัวเมือง 34 กม. ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยงแดงอพยพมาจากรัฐคยา ประเทศพม่า มีกฎบังคับว่าผู้อพยพต้องสร้างที่พักอย่างง่ายด้วยไม้ไผ่และวัสดุธรรมชาติ ทั้งหมด เพื่อป้องกันการตั้งถิ่นฐานถาวรอีกทั้งป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า หน่วยงานที่ดูแลจะจัดหาไม้ไผ่ในการสร้างบ้านและซ่อมแซมทุกปี ผู้อพยพจะได้รับการแจกอาหารจาก องค์กร TBBC ได้แก่ ข้าวสาร ถั่วซีก น้ำตาล อาหารเสริม และเกลือ โดยแบ่งอาหารให้ตามระดับอายุ อาทิข้าวสาร 18 กก.ต่อคนต่อเดือน ในกลุ่มคนอายุ 18 ปีขึ้นไป 
ภายในศูนย์อพยพมีโรงเรียน ศูนย์ฝึกอาชีพ และโรงพยาบาล สอนภาษาถิ่นและภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาไทยนั้นเปิดให้เรียนเป็นวิชาเลือก เริ่มเปิดสอนเมื่อปีที่ผ่านมา
วชิระ โชติรสเศรณี ปลัดอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายในศูนย์ผู้พักพิงฯ บอกถึงเหตุผลที่ไม่สอนภาษาไทยให้กับผู้อพยพว่า ตามวัตถุประสงค์แล้วไม่ต้องการให้ผู้อพยพใช้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งถิ่นฐาน อยู่แล้ว การสอนภาษาไทยอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอยู่ในประเทศไทยได้โดยสะดวก ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมให้ผู้อพยพฝึกอาชีพเพื่อมีรายได้และมีวิชาชีพติดตัว เพื่อนำไปใช้ทำมาหากินได้เมื่อออกจากศูนย์อพยพ และช่วยแก้ปัญหาการเข้าไปลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โดยนำแนวปรัชญาการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในพื้นที่อพยพด้วย
การควบคุมอัตราการเกิดของประชากรใหม่ของพื้นที่อพยพของศูนย์อพยพที่นี่เป็น ไปด้วยความลำบาก เพราะขัดต่อวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง ปัจจุบันใน 1 เดือนมีเด็กเกิดใหม่ในศูนย์ 35 คน ภารกิจหลักของรพ.จึงต้องรับบทหนักเรื่องผดุงครรภ์เป็นหลัก และดูแลป้องกันไข้มาลาเรียนอกเหนือจากการควบคุมโรคระบาดที่สำคัญ อาทิ ไข้หวัดนก เป็นต้น 
ปัจจุบันความเป็นอยู่ภายในศูนย์อพยพยิ่งแร้นแค้นมากขึ้นเพราะองค์กรเอกชนที่ สนับสนุนงบประมาณดูแลเริ่มลดปริมาณเงินจากเดิมลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้อพยพจำนวนหนึ่งออกไปรับจ้างทำการเกษตรของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง กับศูนย์อพยพลักษณะไปเช้าเย็นกลับ แม้ตามข้อระเบียบจะห้ามผู้อพยพออกจากพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ เว้นแต่ต้องได้รับอนุญาตจากอำเภอ
ปลัดอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า คนพื้นที่แถบนี้สืบเชื้อสายมาจากกะเหรี่ยงที่อพยพมาอยู่แล้วเขาเหมือนญาติ พี่น้องกัน ในช่วงหน้าทำนา เก็บกระเทียมไม่มีแรงงาน ชาวบ้านต้องการคนดำนา ขณะเดียวกันคนในศูนย์ต้องการมีรายได้เพราะอาหารที่ได้รับไม่เพียงพอเป็นความ ต้องการทั้งสองฝ่าย แต่จะมีสมาชิกอส.ตั้งด่านตรวจตราการเข้าออกอยู่แล้ว เพราะผู้อาศัยในศูนย์อพยพจะมีบัตรประจำตัวที่ออกให้จากอำเภอ
"อำเภอไม่อนุญาตให้รถมารับส่งคนในศูนย์ไปทำงานก่อสร้างในเมือง อย่างนี้ถือว่ามากเกินไป" ปลัดอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ย้ำ
การดูแลผู้ลี้ภัยเป็นหนึ่งในปัญหาของพื้นที่ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ยังต้องอาศัยกองกำลังสมาชิกอส.เข้าผนึกกำลังกับเจ้าหน้าที่ตร.และทหารดูแล เรื่องปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดนจังหวัดนี้ มีแนวเส้นชายแดนยาวประมาณ 2,401 กม. โดยเฉพาะพื้นที่อ.ปางมะผ้าซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศพม่ามีระยะทางยาว ประมาณ 75 กม. มีเส้นทางนำเข้าและลำเลียงยาเสพติดถึง 8 ช่องทาง อาทิ ช่องทางดอยไตแลง เข้ามาทางเส้นทางบ้านปางคามต่อมายังบ้านน้ำจางและและเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ทางที่ 2 เข้าทางเส้นทางบ้านอาโจ้ ต่อมายังบ้านปางบอน บ้านปางตองเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ซึ่งทั้งสองเส้นทางเป็นพื้นที่ติดกับรัฐฉานของสหภาพพม่าซึ่งเป็นกองกำลังไทย ใหญ่ ช่องทางไม้ลัน เป็นช่องทางติดต่อกับกองกำลังติดอาวุธว้า (WSA) และติดกับบ้านน้ำกัด บ้านตากแดด โดยเข้ามาสู่พื้นที่อ.ปางมะผ้าผ่านทางบ้านไม้ลัน บ้านห้วยเฮี๊ยะ บ้านผาเผือกและเข้าสู่พื้นที่ตอนใน 
ภรศิษฐ์ บุตรบุญ นายอำเภอปางมะผ้า กล่าวว่า แม้ปางมะผ้าเป็นอำเภอเล็ก ๆ แต่จำนวนของประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า มีทั้งคนที่อยู่ฝั่งพม่าเอง รวมทั้งเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด ทั้งสองภัยนี้คือปัญหาความมั่นคงที่เน้นแก้ไขแบบบูรณาการ ต้องส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพอย่างยั่งยืน ตลอดจนการทำงานด้านยาเสพติดต้องประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องแนวชายแดนเหมือนหลายพื้นที่ 
ภูมิประเทศของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนเช่นเดียวกับ ปัญหาที่ซ่อนปมเงื่อนไขมากมายไว้เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง และป่าไม้ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้.