ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน

1. ประวัติความเป็นมา

 
         ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ อำเภอสบเมย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ตั้งแต่ปี 2536 จากสภาพปัญหาทางสังคมในหลายๆ ด้าน ที่เกิดขึ้น ชุมชนแถบนี้ถือว่าเป็นชุมชนชายขอบของสังคม ยังจัดว่าเป็นสังคมที่ด้อยโอกาส ขาดโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง การศึกษาเด็กหลายต่อหลายคนไม่ได้เรียนหนังสือจากข้อจำกัดไม่มีโรงเรียน ไม่มีสัญชาติ และค่านิยมของผู้ปกครองและบางคนไม่ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เพราะขาดทุนการศึกษา บางคนครอบครัวไม่สามารถส่งเสียให้เรียนได้ เพราะความยากจน ทำให้เด็กๆ ต้องถูกละเมิดสิทธิ , ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ไม่มีเอกสารสิทธิ ชุมชนไม่มีสิทธิในการจัดการป่า , ปัญหาการมีส่วนร่วมในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่ยังเข้าไม่ถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนา , ปัญหาคนไร้สัญชาติ ที่ยังมีจำนวนมาก และเป็นกลุ่มบุคคลที่ ถูกเอาเปรียบจากสังคมอยู่ตลอดเวลา และ อีกหลายๆ ปัญหา ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ เป็นแรงบันดาลใจให้คนทำงาน เข้ามาทำงานในประเด็นการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวบ้านชุมชนให้มีความเท่าเทียมกัน
          การทำงานขององค์กรในอดีต ถือว่าเป็นเรื่องยากลำบาก เมื่อเทียบกับปัจจุบัน ลำบากทั้งการเดินทาง ลำบากทั้งการประสานงาน สร้างความเข้าใจกับหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น ที่ยังติดยึดอยู่กับระบบการทำงานแบบเก่า ที่ต้องให้ชาวบ้านเป็นผู้ปฏิบัติตาม และการทำงานในพื้นที่ชายแดน ที่มักอ้างความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลักระยะเวลาผ่านไป สังคมเปลี่ยน สภาพปัญหาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย องค์กรฯ ก็ได้พัฒนารูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับปัญหา ในแต่ละช่วง ทั้งพัฒนากระบวนการทำงาน พัฒนาแนวคิดให้สอดคล้อง กับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ เหมือนจะเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วงการทำงาน ปัจจุบันศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน และได้รับการรับรองจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550
 
2. วัตถุประสงค์
 
  1. เพื่อเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษา ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และสิทธิชุมชน อีกทั้งติดตามช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับการคุ้มครอง และกลับคืนสู่สังคมอย่างปลอดภัย
  2. เพื่อเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษา ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และสิทธิชุมชน อีกทั้งติดตามช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับการคุ้มครอง และกลับคืนสู่สังคมอย่างปลอดภัย
  3. เพื่อส่งเสริมสิทธิชุมชน อาสาสมัครชุมชน (เยาวชน สตรี แกนนำกลุ่มพัฒนาต่างๆและผู้นำชุมชนท้องถิ่น)ให้ได้มีบทบาทในการมีส่วนร่วมกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาพัฒนาชุมชน สังคม ตามหลักปรัชญา “ประชาชนต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง”
  4. เพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชนโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
 
3. พื้นที่ทำงาน
 
  1. จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อำเภอสบเมย, อำเภอแม่สะเรียง)
  2. จังหวัดตาก (อำเภอท่าสองยาง)
 

4. กิจกรรมหลักขององค์กรฯ

  1. ศูนย์ประสานงานเพื่อพิทักษ์สิทธิเด็ก
  2. บ้านปั๋นฮัก (บ้านพักฉุกเฉิน)
  3. ส่งเสริมการพัฒนาการเด็ก (ศพด.)
  4. สร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับเด็ก
  5. สำรวจและติดตามช่วยเหลือเด็กไร้สัญชาติ
  6. จัดการทัพยากรสิ่งแวดล้อมกับการส่งเสริมสิทธิชุมชน
  7. ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพเด็ก เยาวชน (ค่าย, กลุ่มละคร, วิทยุเด็ก ฯลฯ)
 
5. ภารกิจขององค์กรฯ
 
         เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ สร้างโอกาสให้กับคนด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและครอบครัวคนชายขอบ ในแถบน้ำสาละวิน  ได้มีพื้นที่ในการให้คำปรึกษา  ประสานงานให้การช่วยเหลือให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเท่าเทียมพร้อมกับการสนับสนุนให้เกิดการช่วยเหลือตนเองและเครือข่าย และสามารถดำรงชีพได้อย่างมีความสุขในสังคม  ซึ่งชุมชนในแถบนี้อีกจำนวนมากที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการพัฒนา ส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวเขา เผ่ากะเหรี่ยงซึ่งขาดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับบริการจากภาครัฐ อาทิเช่น สิทธิเรื่องสุขภาพ, สิทธิในด้านการศึกษา สิทธิในที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย, สิทธิในการมีส่วนร่วมและการแสดงออกทางสังคม ปัญหาคนไร้สถานะ คนไร้สัญชาติ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้มีการกดขี่ ข่มเหง การเอาเปรียบกันในสังคม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ จึงเป็นประเด็นในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน ระหว่างคนทำงาน ชาวบ้าน และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม
 
6. เป้าหมาย
  1. เพื่อเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษาด้านสิทธิเด็ก สิทธิชุมชน และการติดตาม ช่วยเหลือ บุคคลให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
  2. เพื่อเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษาด้านสิทธิเด็ก สิทธิชุมชน และการติดตาม ช่วยเหลือ บุคคลให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
  3. เพื่อส่งเสริมเด็ก เยาวชน และกลุ่มกิจกรรมในชุมชนให้ได้มีบทบาทในการทำงานพัฒนาสังคมแบบมีส่วนร่วม “ประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง”
  4. เพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานทั้งภาครัฐ และเอกชนโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางทั้งในระดับท้องถิ่นและประเทศ
 
7. โครงการ/กิจกรรมที่ดำเนินการ
 

    1.  ศูนย์ประสานงานเพื่อพิทักษ์สิทธิเด็กและผู้หญิง

- ให้คำปรึกษา ทั้งโดยตรงและทางโทรศัพท์ 24 ชั่วโมง   ทุกวันจะมีผู้มาขอคำปรึกษา (ผู้นำชุมชน,ครู,อาสาสมัคร,ตัวเด็ก) ปัญหาที่  เกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว อาทิ เด็กถูกทอดทิ้ง เด็กกำพร้า เด็กไร้สัญชาติ เด็กถูกละเมิด  เด็กหาย เป็นต้น  โดยรวบรวมข้อมูล และติดตามดำเนินการช่วยเหลือโดยเน้นความปลอดภัยของเด็กสูงสุดเป็นสำคัญและดำเนินการประสานความร่วมมือต่อไป

- บ้านพักฉุกเฉิน ( บ้านปั๋นฮัก )  เป็นบ้านพักที่รองรับเด็กยากไร้ ด้อยโอกาสทางด้านการศึกษา เด็กกำพร้า  เด็กไร้สัญชาติ เด็กเสี่ยงต่อการถูกละเมิด จะดูแลเรื่องการศึกษา ที่พัก อาหารและการพัฒนาศักยภาพ  จะรับเด็กปีละ 30 คน  ได้ดำเนินการติดต่อกันมาตลอดระยะเวลา 14 ปี

- สวัสดิการชุมชน จะหาทุนการศึกษา,เสื้อผ้า,อาหารและของใช้จำเป็น โดยการขอรับบริจาคให้กับคนในชุมชนที่มีฐานะที่ยากจน และมีสภาพเศรษฐกิจที่ลำบาก

- ชุมชนฮักละอ่อนและแม่ญิง / ครอบครัวอุ่นรัก จัดกระบวนสร้างความรักความเข้าใจให้กับคนในชุมชน เพื่อให้เป็นหูเป็นตาให้เด็กมีความปลอดภัยจากการถูกละเมิด  และสร้างองค์ความรู้ให้แม่ดูแลลูกอย่างปลอดภัย และพัฒนาการของลูกตามวัย   และได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

    2.  ศึกษาข้อมูล/วิจัยและรณรงค์

- ศึกษาปัญหาเด็กและชุมชน  เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว  แล้วนำเสนอข้อมูลเพื่อวางแผนดำเนินงานร่วมกับภาคีในท้องถิ่น

- สื่อสาธารณะ ส่งเสริมให้ได้มีส่วนร่วมในการผลิตสื่อ เช่นวารสาร, จัดรายการวิทยุ, การแสดงละครชุมชน ฯลฯ

- งานรณรงค์ ( วันยุติความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง, ต่อต้านการค้ามนุษย์ เป็นต้น) เป็นกิจกรรมเดินรณรงค์, แสดงละคร   ให้ความรู้กับเด็กเยาวชนและผู้หญิงในชุมชน

            3.  สถานะบุคคลและสัญชาติ เด็กและครอบครัว 
- งานฐานข้อมูล (บุคคล, ชุมชนไร้สถานะ) ได้มีการจัดเก็บข้อมูลของบุคคลและชุมชนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เพื่อไปสู่การพัฒนาสถานะบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจัดทำข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสิทธิ์บุคคลในชุมชน
- ยื่นคำร้องขอสถานะบุคคลและสัญชาติ / ติดตามคำร้อง  โดยทำงานร่วมกับสำนักงานทะเบียนอำเภอและกลุ่มเจ้าของปัญหา เพื่อให้ได้มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ป้องกันการถูกละเมิดสิทธิ์และได้ให้รับสวัสดิการโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและครอบครัวชาวเขา
- งานรณรงค์ ( วันเด็กไร้สัญชาติ  )  ได้สร้างพื้นที่ทางสังคมให้กับเด็กไร้สัญชาติ  ได้หาทางออกและบอกเล่าเรื่องราวของตนเองที่ได้รับผลกระทบจากการตกเป็นคนไร้สัญชาติ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติทุกๆปี เพราะยังมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งในสังคมไทยที่ยังไม่มีชาติ แต่เด็กเหล่านี้รักประเทศไทย
- ผลักดันเชิงนโยบาย ตามยุทธศาสตร์กำหนดสถานะบุคคลและสิทธิตามมติ คณะรัฐมนตรีและกฎหมาย
     4.  ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  
- ศึกษา วิจัย ชุมชนกับการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม   ทำวิจัยเผยแพร่ให้สาธารณชนได้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงการจัดการป่าโดยชุมชน เช่น การทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมนำมาซึ่งความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
- ศูนย์ประสานงานสิทธิชุมชน  จะมีผู้นำชุมชน ชาวบ้านมาแจ้งสถานการณ์ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ และมาขอคำปรึกษาและมาขอเป็นผู้จัดกระบวนการสร้างความเข้าใจระหว่างคนในชุมชน ระหว่างหน่วยงานรัฐกับชุมชนเป็นประจำ
- ส่งเสริมสิทธิชุมชนในการจัดการป่า ( บวชป่า , สืบชะตาแม่น้ำ, เขตรักษาพันธุ์ปลา) เป็นการสร้างบทบาทให้ชุมชนได้จัดการทรัพยากรในชุมชนด้วยตนเองและอย่างยั่งยืน
 
8. ผู้ได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวบ้านในทางที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนอย่างไร
 
          ผู้ที่มาขอคำปรึกษาได้นำคำแนะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาตนเองและในชุมชน  เช่น วิธีการดำเนินการยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย วิธีการช่วยเหลือเด็กที่ถูกละเมิดและการส่งต่อ  ซึ่งบ้านปั๋นฮักก็เป็นบ้านพักรองรับเด็กด้อยโอกาสในด้านต่างๆ ถือได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยของเด็กๆ แต่สำหรับเด็กบางคนก็เป็นบ้านหลังแรก (เด็กกำพร้า)  เด็กๆได้รับทุนการศึกษา ได้เรียนหนังสือและมีกิจกรรม กระบวนการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพด้านการใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข ด้านความคิดทำเพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม ทำให้เด็กได้มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและเป็นคนดีของสังคมในการกลับมารับใช้สังคม  อีกทั้งยังจัดกระบวนการให้บุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติได้เรียนรู้ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสิทธิ์ของตนเอง  วิธีการดำเนินการยื่นคำร้องขอสถานะบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้บุคคลดังกล่าวได้พัฒนาสถานะบุคคลของตนเองจนได้สัญชาติไทย และมีแกนนำอาสาสมัคร(คนไร้รัฐชาติและอดีตไร้สัญชาติ)  เป็นผู้ให้คำแนะนำแก่เพื่อนบ้านในชุมชนของตนเอง  ส่วนด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชนได้เรียนรู้ถึงระบบการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง มีการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบและอย่างยั่งยืน และเกิดชุมชนเครือข่ายเรียกร้องสิทธิ์เกี่ยวกับความชอบธรรมเรื่องสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ  ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการผลักดันเชิงนโยบายเกี่ยวกับประเด็น พ.ร.บ.ป่าชุมชน การจัดการที่ดิน (โฉนดชุมชน)
 
9. ผลงานเชิงประจักษ์ที่ผ่านมา
 
  1. เด็กด้อยโอกาส(เด็กกำพร้า, เด็กขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู, เด็กไร้สัญชาติ มีอายุตั้งแต่ 1ขวบครึ่งถึงอายุ 18 ปี) มีอาหาร ที่พักปลอดภัยและได้เรียนหนังสือ ปีละ  30 คน ระยะเวลา 14 ปี มากกว่า 510 คน
  2. เด็กที่ถูกละเมิดได้ให้ความช่วยเหลือ เด็กได้รับการคุ้มครองและส่งต่อที่อยู่ใหม่ที่ปลอดภัยมากกว่าปีละ 15 คน (ส่งต่อบ้านเด็กอ่อนเวียงพิง, บ้านพิงใจ, บ้านปากเกร็ดนนทบุรี, บ้านอากาเป้, ศูนย์ชีวิตใหม่, มูลนิธิดอกไม้ป่า ฯลฯ) เป็นการประสานงานขอความช่วยเหลือเด็ก ติดตามสภาพข้อเท็จจริงของเด็ก
  3. เด็กด้อยโอกาสได้รับทุนการศึกษาจากองค์การบริหารส่วนตำบลสบเมย, ป่าโปง, แม่สามแลบ จำนวน 164 คนและมูลนิธิหมอเสมพริ้งพวงแก้ว, มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนพื้นที่สูง รวม 49 คน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5 ปี และจัดหาผู้อุปการะ ในการช่วยเหลือเด็กร่วมกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี ซี เอฟ ในประเทศไทย จำนวนเด็ก 899 คน ในพื้นที่ 13 หมู่บ้าน และประสานงานกับองค์กร AVSIอีกจำนวน 20 คน
  4. บุคคลและชุมชนได้รับการสำรวจเข้าสู่ทะเบียนราษฎร์ ในพื้นที่ 2 จังหวัด (แม่ฮ่องสอน, ตาก) 3 อำเภอ (สบเมย, แม่สะเรียง, ท่าสองยาง)
  5. (สบเมย,แม่สะเรียง, ท่าสองยาง)  45  ชุมชน จำนวน  3,545 คนและ ไร้สัญชาติ  ได้มีสถานะที่ชอบด้วยกฎหมายมากกว่าปีละ 650 คน ระยะเวลา 8 ปี
  6. การจัดวันเด็กไร้สัญชาติ เพื่อสร้างพื้นที่ให้เด็กไร้สัญชาติและชุมชนได้แสดงบทบาทความสามารถ และเป็นพื้นที่สะท้อนปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติต่อสาธารณชน จัดติดต่อกันตามหมู่บ้านนอกแผนที่ประเทศไทยเป็นระยะเวลา 8 ปี (ตามข่าวจากสื่อมวลชน)
  7. ได้มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กในระดับชุมชนได้มีการดำเนินการคุ้มครองเด็ก ร่วมกับหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนไม่ต่ำกว่า 30 ชุมชน
  8. เด็กและครอบครัว ชุมชนไร้สัญชาติได้รับการช่วยเหลือ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ประมาณ 60 ครอบครัว
  9. ชุมชนลุ่มน้ำมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่  2 จังหวัด (แม่ฮ่องสอน, ตาก) 3 อำเภอ(แม่สะเรียง, สบเมย,ท่าสองยาง) อย่างน้อย 102 หมู่บ้าน
  10. มีชุมชนที่มีการจัดการที่ดินโดยองค์กรชุมชนจำนวน 6 ชุมชน นำร่องเสนอให้กับรัฐบาล
  11. ได้นำเสนอข้อมูล สถานการณ์สู่สาธารณะชน และการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาล ที่ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นประจำ
  12. เด็ก ชุมชน กลุ่มองค์กรชุมชน มีความเข้มแข็ง โดยมีกลุ่ม  อาทิ สโมสรเยาวชนรักษ์ถิ่น, สมัชชาสตรีชนเผ่า, เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำยวม, เงา, เมย, สาละวิน, กลุ่มละครชุมชน “ตั๊กแตนเสียงใส”, กลุ่มวิทยุชุมชน “คลื่นเสียงเด็กสาละวิน” กลุ่มนักศึกษา “ชมรมหัวรถไฟ”เป็นต้น
  13. ได้สร้างคนให้มีจิตสาธารณะ อาสาสมัครมาทำงานเพื่อสังคม ประกอบด้วย  นักศึกษาฝึกงานปีหนึ่งประมาณ 30 คน (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยสารคาม, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยพายัพ, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย,มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, วิทยาลัยชุมชน เป็นต้น)อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่องค์กร 100% เป็นคนในพื้นที่
นายสันติพงษ์  มูลฟอง
มือถือ  : 089-8516495
อีเมลล์ : luang-salween@hotmail.com
โทร. 053-618067
เวลาทำการ จ-ศ 9.00 น.- 17.00 น.