วันเวลาแห่งความเคลื่อนไหว โดย พนาไพร ภูคีรี

Primary tabs

วันเวลาแห่งความเคลื่อนไหว

ดวงอาทิตย์สีแดงเข้มไหลเคลื่อนคล้อย

ค่อย ๆ หรี่แสงและจมลงในม่านเมฆสีเทาตรงเส้น

ขอบฟ้าฝั่งตะวันตก ยามค่ำคืนแห่งความมืดมิด

สายลมจากเทือกเขาพัดหวีดหวิวในหมู่บ้านแนว

ตะเข็บชายแดนไทย อากาศเริ่มทวีความหนาวเย็น

ขึ้นจนรู้สึกได้เมื่อยามสายลมพัดผ่านปะทะกับ

ใบหน้าเย็นเยือก

 

               ความเงียบสงัดแผ่เข้าปกคลุมหมู่บ้าน ฉันมองผ่านความมืดแห่งรัตติกาลที่มีแสงจันทร์อาบไล้สาดส่อง ภายใต้ท้องฟ้าที่ระยิบระยับพราวพร่างด้วยแสงดาว หมู่บ้านหลังอาทิตย์ลับขอบฟ้า สงบ เงียบ แต่หากยามสงครามความขัดแย้งตามชายแดนที่ไม่มีวันจบสิ้นปะทุอีก สรรพสิ่งทุกอย่างก็ยังคงต้องพังทลายลงมา ความพลัดพราก ความสูญเสียบังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นเป็นเพราะมนุษย์กระหายที่จะควบคุมสิ่งต่าง ๆ รอบข้างมาเป็นของตนเองโดยไม่ได้คำนึงถึงศีลธรรมอันดีงาม ความถูกต้อง ปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างโหดร้าย ทารุณ กักขังให้สิ้นไร้ซึ่งอิสรภาพทั้งใจและกาย ยามเมื่อได้มาเยือนหุบเขาอันไกลโพ้น ดินแดนที่ใครหลายคนไม่อยากย่างกรายเข้ามาสัมผัส นั่นอาจเป็นเพราะความเชื่อ อคติและข่าวสารที่บิดเบือนสร้างความน่าสะพรึงกลัว ความเป็นจริงของวิถีชีวิตผู้คนเหล่านี้เต็มไปด้วยความลำบาก ทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส แต่เพราะชีวิตครอบครัวที่ต้องดำเนินไป ความหวาดหวั่น ความหวาดกลัว ถูกเก็บซ่อนลึกไว้ในหัวใจที่แสนจะเจ็บปวด หนทางข้างหน้ายังคงว่างเปล่า การเดินทางเพื่อจะย่ำไปที่ใดใด ถูกปิดกั้น แต่หัวใจที่สิ้นไร้เสรีภาพยังอยากจะโบยบิน วันเวลาไม่อาจจะหยุดยั้งให้อยู่กับที่ การออกไปก้าวเดินอีกฟากฝั่งไม่รู้จะต้องเจอะเจอกับสิ่งใด ความเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความกังวลใจของผู้เฝ้ารอคอย หนุ่มสาวและผู้คนหายไปกับคนแปลกหน้าและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ข่าวคราวความเป็นไปกลับตอกย้ำ กรีดกร่อนบาดลึกยากที่จะลบเลือน การกลับคืนถิ่นฐานมีเพียงร่างแต่ไร้ลมหายใจ หลายคนสูญหายไร้วี่แวว หลายคนต้องจ่อมจมกับความทุกข์พร้อมโรคร้ายที่รุมเร้า มีชีวิตแต่เหมือนไร้จิตวิญญาณ กอบเก็บความรู้สึกนั้นไว้ ความทุกข์ยากแห่งหัวใจยากที่จะเยียวยา มีใครซักคนที่จะมองเห็น การไร้ซึ่งหนทางก้าวเดิน จะไปทางไหนรัฐใดก็ไม่ยอมรับ เงาทะมึนของกฎหมายบ้านเมืองทาบทับ ผู้คนซึ่งไร้สถานะบุคคล ไร้สัญชาติ ชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่น หรือคนที่ถูกเรียกว่า “ต่างด้าว” ก็คือคน แต่กลับถูกแปลกแยกให้ออกจากสังคม ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกดขี่ข่มเหงสารพัด ถูกกัก ถูกขังจากคนที่แสวงหาประโยชน์จากพวกเขา และให้อยู่ในกรอบนโยบาย ไร้ซึ่งสิทธิใดใด “ไร้รัฐไร้สัญชาติ ทำไม? ไร้สิทธิ” ทั้ง ๆ ที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนที่บอกว่าทุกคนเท่าเทียมกัน

               เตาไฟยังคงลุกโชน ท่ามกลางเสียงสนทนาถึงสถานการณ์ความเป็นไปของผู้คนในหมู่บ้าน น้ำชาร้อน ๆ ไม่เคยเหือดแห้งจากแก้ว ความหนาวเย็นของอากาศยังคงแทรกซึม ลมหนาวพัดแทรกเร้นตามซอกไม้ไผ่ฝาบ้านที่มีรอยแยก แสงไฟจากตะเกียงดวงเล็กวูบไหวไปมา ยิ่งดึกยิ่งเงียบสงัด เงียบจนได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้งเล็ก ๆ หน้าบ้านตกลงพื้นยามสายลมพัดไหว สุนัขเห่าหอนรับกันเป็นทอด ๆ ฟังดูวังเวงปนกับความกลัวนิดนิด การนั่งใกล้เตาไฟรู้สึกเพียงอุ่น ๆ ผิงไฟจนไฟจะลามเลียติดมือแทบจะไม่รู้สึก เด็กน้อยที่นั่งฟังเราพูดคุยตอนพลบค่ำ หลับใหลข้างเตาไฟ นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มที่ดูเก่า มีคราบเปื้อนเป็นจุด ๆ และรอยปะพรุนเต็มไปหมด ต้นกล้าใหม่ที่กำลังโลดแล่นบนโลก ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก ไฟสงครามยังคุกรุ่นพร้อมที่จะลุกโซนได้ตลอดเวลา ผู้คนอพยพออกหมู่บ้านเพื่อไปขายแรงงานในเมืองใหญ่ แม้ว่าความมุ่งมั่นนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคและความเสี่ยง แต่ความหวังและความฝันยังไม่เคยจางหายจากใจ ผองเพื่อน พี่ และน้อง บางคนจากไปไม่มีวันหวนกลับอีก นั่นเป็นเป็นเพราะพวกเขาต่างโชคร้ายที่ต้องเผชิญกับชะตากรรม มีเพียงบทเรียนให้รับรู้ แต่หลายคนไม่อาจทนนิ่งเฉยกับสภาพชีวิตที่เปลี่ยนแปลง เก็บความรู้สึกแห่งการสูญเสียไว้เป็นประสบการณ์และให้กำลังใจกับตนเองเสมอว่า คนเราคงไม่อาจจะโชคร้ายทุกครั้ง หนทางข้างหน้าดูสลัว แต่บางทีอาจจะพอมีแสงสว่างรำไรเล็ดลอดให้ก้าวเดินท่ามกลางเส้นทางเบื้องหลังที่มีแต่ความมืดมิด มองไม่เห็นความหวังใดใดเลย บทสนทนาจบลงด้วยคำพูดที่ทำให้เรายิ้มออกมาได้หลังจากที่นิ่งฟังจนค่อนคืน “คนเราเกิดต้องมีความหวัง คนที่ไม่มีความฝันและความหวังเหมือนคนที่สิ้นไร้ค่า เราไม่ยอมจำนนต่อชะตากรรม สิ่งที่ได้รับแม้มันจะทำให้เราเจ็บปวดและหมดหวัง อย่างน้อยเรายังมีเพื่อน ๆ อีกหลายคนที่เข้าใจและพร้อมที่จะก้าวเดินไปกับเรา หนทางคงจะไม่ว่างเปล่าเกินไปนัก” น้ำเสียงนั้นฟังดูหนักแน่นและจริงจัง หากไฟจากเตาไฟไม่มอดดับและแสงไฟจากตะเกียงไม่สลัวเกินไป เราอาจจะมองเห็นแววตาของเขา คิดถึงบทลิเกจ้าดไต ที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตผ่านบทกวี บทเพลง หากเมื่อถูกแปลความหมายแล้ว คือ บทกวีแห่งเสรีภาพ ความเป็นอิสระของผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กับความทุกข์

               

               ยามเช้าสภาพของอากาศยังคงหนาวเย็น ฉันมองหมอกหนาทึบที่ปกคลุมหมู่บ้าน มองเห็นภาพเบื้องหลังเพียงสลัวเลือนราง สายหมอกไหลเชื่องช้า พัดผ่านลูบไล้ใบหน้าและเส้นผมจนเปียกชื้น ตราบจนอาทิตย์ยามเช้าโผล่พ้นขอบฟ้าฝั่งตะวันออก แสงแดดเริ่มสาดส่อง หมอกยามเช้าพากันไหลอ้อยอิ่งเลือนลับหายไป ต้นไม้ ขุนเขายังคงตั้งตระหง่าน ทิวเขาโผล่สลับซับซ้อนลดหลั่นกันสุดลูกหูลูกตา โลกบนภูสูงยังคงความงดงามอยู่เสมอ ถนนสองฟากฝั่งดูเงียบเหงา ความ แห้งแล้งของฤดูกาลกำลังจะมาเยือน ใบหญ้าสีเขียวงามเริ่มเหี่ยวแห้ง ไม่มีแรงโบกสะบัดรับกับสายลมที่พัดไหว ต้นไม้หลายต้นยืนสงบนิ่ง เหลือเพียงกิ่งก้านยามเมื่อ ใบร่วงโรยลงดิน ดอกเสี้ยวป่าสีขาวเบ่งบานความงามบนต้น แซมด้วยไม้เลื้อยที่ออกดอกสีม่วงตามรายทาง ความงามของ ดอกไม้ป่าสร้างสีสันแต่งแต้มกับความเหี่ยวเฉาของฤดูแล้ง ที่กำลังหมุนเวียนมาอีกครั้ง เก็บความงาม มิตรภาพ และ สิ่งที่พานพบไว้ในความรู้สึก  สังคมยุคใหม่กลืนกินความเป็นคน มักจะมองผ่านเลยเรื่องของมนุษยธรรมและแบ่งแยกคนให้ออกจากกันอย่างชัดเจน ข่าวสถานการณ์พระสงฆ์และพลเรือนของประเทศพม่าที่ประท้วงรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายน 2550 ยังไม่จางหาย ข่าวหนุ่มกะเรนนีถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และข่าวงานรำลึกชนชาติมอญ จังหวัดสมุทรสาคร ที่ถูกกีดกันและควบคุมโดยรัฐ ทั้ง ๆ เป็นงานประเพณีวัฒนธรรมที่สืบทอดมานานและจัดทุกปี สิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่มความกังวลใจ ความหวาดหวั่น ต่อพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ วิถีชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการเลือกปฏิบัติ ความยุติธรรมที่ยังคงห่างไกลและยากเย็นแสนเข็ญที่จะเอื้อมไปถึง ได้ตอกย้ำทำลายคุณค่าความงดงามของประเพณีวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจในความเป็นคนของพวกเขา

               อิสรภาพ เสรีภาพ แม้ห่างไกลสุดขอบฟ้า แต่การยืนหยัดอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องพานพบกับชะตากรรม บนความอคติ ชิงชัง ที่ถูกหยิบยื่นให้โดยคนในสังคม ได้มีทางผ่านเดินเฉกเช่นคนทั่วไป หากโลกไร้พรมแดน อย่างน้อยอย่าได้ปิดกั้นความมุ่งหวังของผู้คนอีกฟากฝั่งแผ่นดินที่เขาไม่สามารถกลับสู่ทางเดินซึ่งเป็นรอยทางเดิม หากเลือกได้พวกเขามักบอกเสมอว่า “อยากกลับบ้านเกิดเมืองนอน” เพียงลดความมีอคติทางชาติพันธุ์ มองเพื่อนมนุษย์ด้วยมิตรภาพและความจริงใจ ชีวิตของคนคนหนึ่งก็สามารถยืนหยัดสู้ด้วยกำลังใจ สิทธิใดใดก็เป็นเพียงเอกสารและเราอาจจะไม่ต้องพูดถึงด้วยซ้ำ หากว่ามนุษย์ทุกคนเคารพความเป็นคนที่เหมือนกัน

แสงตะวันแสงจันทร์ยังสาดส่อง     ฉันยังมองเห็นทางแห่งความฝัน

                แม้เส้นทางดูสลัวใต้เงาจันทร์           ถูกปิดกั้นหัวใจใฝ่เสรี

                กอบเก็บความรู้สึกที่ชิงชัง                 แม้ความหวังเพียงเลือนรางริบหรี่

                อรุ่นรุ่ง! อาทิตย์ฉายแทนราตรี         แสงเรืองสี ส่องเอื้ออวยพรชัย  

 

 พนาไพร  ภูคีรี

                                                                                                   เดือนแห่งความรัก เชียงใหม่

                                                                                                                กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑