วัฒนธรรมลีซู ดูปีใหม่บ้านดอยช้าง

Primary tabs

 

อีกครั้งกับการได้มาเยือนหมู่บ้านดอยช้าง สรรพสิ่งสองฟากทางกำลังรับการมาเยือนของฤดูร้อน ท้องฟ้าดูขมุกขมัว หมอกควันจากการเผาไร่ปกคลุมบนภูสูง ใบไม้สีเหลืองงามปลิดขั้วปลิวคว้างร่วงหล่นสู่ผืนดินยามต้องลม ต้นไม้ใหญ่เหลือเพียงกิ่งก้าน โคนต้นกองสุมทับถมไปด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่น ต้นหญ้าแห้งเหี่ยวไร้เรี่ยวแรงโบกไสวต้านแรงลม ลำห้วยหลายแห่งน้ำแห้งขอด บรรยากาศยามนี้ใช่จะดูห่อเหี่ยวไปเสียทั้งหมด ท่ามกลางความแห้งแล้งกลับมีดอกไม้ป่าสีม่วงอ่อนขึ้นแซมเรียงรายตามข้างทาง ต้นเสี้ยวป่าขนาดใหญ่สลัดใบทิ้ง ออกดอกสีขาวบานสะพรั่งเต็มต้น ตัดกับความแห้งแล้งของฤดูกาล อย่างน้อยดอกไม้เหล่านี้ก็ช่วยให้การเดินทางมีชีวิตชีวา สดชื่น และมีสีสันบ้าง เราเลือกใช้เส้นทางไปตำบลวาวีที่เป็นเส้นทางลาดยาง ผ่านหมู่บ้านชนเผ่ากะเหรี่ยง ลาหู่ และลีซูบ้านห้วยไคร้ แม้สภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่จะรุกคืบคลานเข้าสู่หมู่บ้าน บ้านเรือนสมัยใหม่ผุดขึ้นมาแทนที่บ้านไม้ไผ่ที่เคยมุงหลังคาด้วยหญ้าคา แต่การดำเนินชีวิตของชนเผ่าที่มีหลากหลายชาติพันธุ์ยังคงเป็นไปตามปกติ เลี้ยวซ้ายที่หมู่บ้านลีซูห้วยไคร้ ลัดเลาะตามเส้นทางที่ลาดชัน ผ่านหมู่บ้านอาข่าปางซางในหุบเขา บางช่วงของถนนยังคงเป็นดินลูกรัง ฝุ่นละอองฟุ้งปลิวว่อนกระจายยามล้อรถบดเคลื่อนไปถึง 

"บ้านดอยช้าง" ภาษาลีซูเรียกว่า "แลจ่า" เรียกตามลักษณะของภูเขาใกล้ ๆ หมู่บ้านที่มีสันดอยคล้ายช้าง ตั้งอยู่ในเขตตำบลวาวี หมู่ 3 อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่สรวย ประมาณ 25 กิโลเมตร มีชนเผ่าอาศัยอยู่รวมกัน 3 เผ่า คือ เผ่าลีซู อาข่า และจีนฮ่อ ชนเผ่าอาข่าจะอาศัยอยู่มากกว่าเผ่าอื่นๆ ประชากรของทั้งสามเผ่ารวมกันเกือบ 3,000 คน จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่บ้านดอยช้างบอกว่า หมู่บ้านตั้งมาได้ประมาณ 100 กว่าปี ก่อนที่ชนเผ่าลีซูจะเข้ามาอยู่อาศัย มีชนเผ่าม้งและเผ่าลาหู่เข้ามาอยู่อาศัยก่อน แต่ได้ย้ายออกไปสาเหตุเพราะไปจับปลาในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ทำให้คนเจ็บป่วยล้มตามเป็นจำนวนมาก และเกิดแผ่นดินทรุดตัว จึงอพยพย้ายออกไป ชนเผ่าลีซูที่เข้ามาสำรวจหมู่บ้านครั้งแรกคือ นายบู่วก่า ตามี่ ตระกูลตามี่ ได้ชวนตระกูลอื่น ๆ อีก 7 ตระกูลเข้ามาตั้งรกรากอาศัยอยู่ เพราะลีซูถือว่าถ้าไม่ครบ 7 ตระกูลจะไม่สามารถตั้งหมู่บ้านได้ และถ้ามีเพียงตระกูลเดียวหรือแซ่เดียวไม่สามารถแต่งงานกันได้ จะทำให้ไม่มีลูกหลานไว้สืบสกุล ชนเผ่าลีซูเข้ามาอาศัยอยู่ได้ประมาณ 82 ปี (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ปี 2544 โดยคุณอรพินทร์ วาสีอนุรักษ์ ซึ่งเป็นคนชนเผ่าลีซูบ้านดอยช้าง) อาชีพ ของชาวบ้านลีซูดอยช้างในปัจจุบัน คือ การปลูกกาแฟอาราบิก้า ที่ขึ้นชื่อ และถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับทุกครอบครัวแทนการปลูกมะเขือเทศ ที่ไม่มีตลาดรองรับและผลผลิตราคาไม่ค่อยดีเท่าที่ควร


หมู่บ้านดอยช้าง

ผู้หญิงลีซูแต่งกายเต็มยศมาเต้นรำ

พิธีกรรมชนเผ่า

การเต้นรำกลางลานพิธีกรรม

เสียงซึง (ภาษาลีซูเรียกว่า "ซือบือ") และเสียงแคน (ภาษาลีซูเรียกว่า "ฟุหลู") เครื่องดนตรีชนเผ่าลีซู สลับกับเสียงร้องเพลงชนเผ่าของผู้เฒ่าแม่เฒ่า ดังก้องกังวานทั่วหมู่บ้าน ยามเย็นลมหนาวโชยพัดผ่านรู้สึกถึงความเหน็บหนาว แต่ลานเต้นรำที่ได้จัดขึ้นในหมู่บ้านดูคึกคัก สนุกสนาน เหล้าข้าวโพดชั้นดีที่ผลิตขึ้นมาเอง ถูกรินแล้วรินอีกให้กับผู้ที่มาร่วมพิธีกรรม หลายคนเมามาย แต่ดูมีความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะไม่เคยขาดหายไป หนุ่มสาวถือเอาโอกาสในวันปีใหม่พบเจอกัน โดยได้แต่งกายประดับประดาเสื้อผ้าด้วยเครื่องเงินเต็มยศ การเต้นรำของชนเผ่าลีซู เต้นกันทั้งวันทั้งคืนจนถึงรุ่งสางของอีกวันหนึ่ง หนุ่มสาวที่เป็นแซ่เดียวกันจะจับมือกันเต้นรำไม่ได้ ต้องไปจับมือกับอีกแซ่หนึ่งเท่านั้น ถือว่าเป็นประเพณีความเชื่อของชนเผ่าที่มีมานาน และคนลีซูทุกคนทั้งหญิงและชายได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด หากเกิดกรณีที่ไม่รู้จักกันจริง ๆ ถ้าจับมือกัน จะมีผู้เฒ่าผู้แก่หรือพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายมาบอกและจับแยกออกไปให้จับคนตระกูลอื่นแทน

ก่อนวันปีใหม่หนึ่งวัน ทุกบ้านจะทำขนมของชนเผ่า "ข้าวปุ๊ก" ภาษาลีซูเรียกว่า "ปะป๊า" คือการตำข้าวเหนียวแล้วปั้นพอประมาณนำไปใส่ในใบตอง เพื่อใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีกรรม ตอนบ่ายๆ ถึงตอนเย็นทุกบ้านจะตัดกิ่งไม้ที่มีดอกและออกผลเท่านั้น มาปักไว้กลางบ้านให้ตรงกับประตูบ้าน นำข้าวปุ๊กและเนื้อหมูอย่างละ 1 ชิ้นมาแขวนที่ต้นปีใหม่ ช่วงตอนกลางคืนจะมีการเต้นรำรอบๆ หมู่บ้าน เป็นการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เต้นรำจนถึงเช้าของอีกวันหนึ่ง ยามเช้าเสียงประทัดและเสียงยิงปืน ดังกึกก้องต้อนรับวันปีใหม่วันแรก ผู้ชายทุกบ้านจะไปที่ศาลเจ้าของหมู่บ้านเพื่อขอพร วันที่สองของปีใหม่ทุกบ้านนำไก่ที่ต้มสุกแล้ว พร้อมข้าว เหล้า ไปเซ่นไหว้ศาลเจ้าในหมู่บ้านที่เป็นที่เคารพนับถือของชนเผ่า นำเครื่องเซ่นไหว้กลับมาทำพิธีกรรมที่บ้าน โดยสวดที่ต้นปีใหม่ก่อน และนำไปสวดที่หิ้งไหว้บรรพบุรุษในบ้าน จากนั้นนำไก่มาปรุงอาหารให้คนในครอบครัวได้รับประทาน สิ่งที่จะลืมไม่ได้คือ การนำกระดูกไก่มาทำนายดูโดยผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้นำครอบครัว ทำนายดูจากลักษณะของกระดูกไก่ ที่เกิดสิ่งไม่ดีทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ ก็จะทำพิธีกรรมแก้เคล็ดในครอบครัวตัวเอง ขึ้นอยู่กับการทำนายว่าจะให้แก้เคล็ดแบบไหนเช่น ครอบครัวที่เจอเรื่องไม่ดีมากๆ ก็ต้องฆ่าหมูเลี้ยง เป็นต้น

สำหรับการเต้นรำของชนเผ่าลีซูบ้านดอยช้าง มีการเรียงลำดับตามวันเพื่อไปเต้นแต่ละบ้านคือ วันแรกของปีใหม่ จะเต้นรำกันที่บ้านหมอผี (ภาษาลีซูเรียกว่า "หนี่ผะ") ประจำหมู่บ้านก่อน วันที่สอง จะเต้นรำที่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน และวันถัดๆ มาแล้วแต่ว่าใครจะรับเป็นเจ้าภาพ การเต้นรำในแต่ละที่ ทุกบ้านจะนำเหล้า ขนม ดอกไม้ มารวมกันที่ลานพิธีกรรม คนที่นำสิ่งของมาร่วมต้องเต้นรอบลานพิธีก่อน 3 รอบ จากนั้นผู้เฒ่าชนเผ่าจะทำพิธีกรรมสวดมนต์ เมื่อเสร็จพิธีผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนเฒ่า คนแก่ทุกคนก็รับประทานอาหารและเต้นรำฉลองร่วมกัน ปีใหม่ลีซู จะตรงกับวันตรุษจีนของคนจีนทุกปี ประเพณีวัฒนธรรมปีใหม่ยังคงสืบทอดกันมายาวนาน และเป็นวันที่พ่อแม่รอคอยการกลับมาของลูกหลานที่ไปทำงานและไปเรียนหนังสือ ผู้เป็นแม่จะตระเตรียมเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับคนในครอบครัวได้สวมใส่ทุกคน โดยเฉพาะลูกหลานที่เป็นหนุ่มเป็นสาวมักจะพิถีพิถันเป็นพิเศษ วันปีใหม่ลีซู ถือว่าเป็นวันครอบครัวที่ทุกคนได้มารวมตัวกัน พ่อเฒ่าชนเผ่าลีซูท่านหนึ่งบอกว่า "ลูกหลานกลับมาพ่อแม่รู้สึกดีใจ แต่เดี๋ยวนี้หนุ่มสาวไม่ค่อยไปเต้นรำกัน จะอยู่ที่บ้านส่วนใหญ่หรือไปบ้านเพื่อนๆ กว่าจะออกไปเต้นรำก็เป็นช่วงเย็นๆ หรือตอนกลางคืนแล้ว ไม่เหมือนสมัยหมู่เฮาตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว เต้นรำจนลืมกินข้าวกินน้ำกันเลยนะ" แกพูดพร้อมกับหัวเราะชอบใจ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ชนเผ่าทุกเผ่าได้รับผลกระทบที่ไม่แตกต่างกัน นั่นอาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนนโยบายการพัฒนาทุกรูปแบบที่เข้ามาแทนที่วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม แม้จะอยู่ในภาวะที่ต้องจำยอมรับ แต่จะทำอย่างไร? ให้สิ่งใหม่ๆ เหล่านั้นเข้ามาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ ไม่ใช่จะรับสิ่งใหม่ๆ มาทั้งหมด ชนเผ่าลีซูต้องเป็นผู้ตอบคำถามนี้ให้กับตนเอง

ถึงอย่างไรก็ตาม ภาพของการเต้นรำกลางลานพิธีของชนเผ่าลีซู ภาพการทำพิธีกรรมตามบ้าน ความร่วมมือ ร่วมใจของชาวบ้านดอยช้าง เด็กเยาวชนรุ่นใหม่นั่งคุกเข่าร่วมพิธีกรรม การสืบทอดวัฒนธรรม ความเชื่อ ยังคงอยู่ ทุกบ้านยังถือโอกาสที่คนในครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทำพิธีกรรมอื่นๆ ให้ลูกหลาน เช่น การสะเดาะเคราะห์ การทำพิธีตั้งชื่อลูกหลาน ปีใหม่ลีซู วัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยังเป็นวันเกาะเกี่ยว เชื่อมร้อยจิตใจให้ลูกหลานหวนคืนกลับสู่หมู่บ้านและครอบครัว แม้ความเชื่อ วัฒนธรรมบางอย่างจะถูกลดค่าลงไปบ้าง แต่อย่างน้อยลูกหลานลีซูหลายคนยังคงระลึกถึง อยากกลับมาทำพิธีกรรม อยากกลับมาเต้นรำ อยากกลับมาใส่ชุดลีซูที่สวยงามของชนเผ่า และกลับมาให้พ่อแม่ได้มัดมือ ให้ศีลให้พร แม้จะเพียงปีละครั้ง แต่คนลีซูทุกคนก็มีความรู้สึกถึงความผูกพันที่จะกลับมาเยือนถิ่นฐานด้วยใจ จริง

พัชยานี ศรีนวล
องค์กรเครือข่ายเยาวชนชาวเขาสัมพันธ์ (คยข.)
E-mail : watchapaut@hotmail.com