รวมญาติชาติพันธุ์ จี้แก้ปัญหาคนชายขอบ

Primary tabs

 

รวมญาติชาติพันธุ์ จี้แก้ปัญหาคนชายขอบ

นพพล สันติฤดี

 


1.ชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ประกาศเจตนารมณ์

2.พ่อหมออาข่า

3.บรรดาตัวแทนชาติพันธุ์ต่างๆ

4.ชาวอาข่า

5.ชาวกะเหรี่ยงแสดงรำดาบ

6.การแสดงของชาวเล

7.ตัวแทนเครือข่ายอ่านข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล

8.ปกาเกอะญอ
 

 

               เมื่อไม่กี่วันกลุ่มชาวบ้านหลากหลายเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม ทั้งที่อาศัยอยู่บนยอดดอยเสียดฟ้า เรื่อยมาจนถึงกลุ่มชาติพันธุ์ริมทะเล รวมพลรวมพลังกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อบอกเล่าปัญหาและเร่งรัดให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของพวกเขาอย่างจริงจัง ด้วยการยื่นหนังสือเรียกร้องผ่านไปยังตัวแทนของรัฐบาล รวมทั้งร่วมกันแสดงออกทางวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่าและเชื้อชาติ ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน เพื่อสะท้อนภาพของการอยู่ และยอมรับซึ่งกันและกันของพี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์ เสมือนเป็นวัน รวมญาติชาติพันธุ์ ที่จัดโดยเครือข่ายคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อผลักดันนโยบายเขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้น เมืองเหล่านี้ 
               เฉพาะประเทศ ไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองมากกว่า 36 เผ่า มีประชากรรวมกันมากกว่า 1,200,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ไร้สัญชาติถึง 457,409 คน ทั้งที่มีผลการ ศึกษาระบุอย่างชัดเจนว่า ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ซ้ำบางกลุ่มอยู่ในประเทศไทยมามากกว่า 1,000 ปี
               เดิมกลุ่มคนเหล่านี้ สามารถอยู่ร่วมกันในประเทศไทยได้อย่างปกติสุข แต่เมื่อมีการใช้รูปแบบการปกครองแบบรัฐสมัยใหม่ด้วยการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ ส่วนกลาง นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา
               โดยที่รัฐพยายาม สร้าง เอกลักษณ์ของความเป็นไทย ที่เป็นหนึ่งเดียวจากส่วนกลาง ให้ครอบงำและครอบคลุมประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปสู่ความเป็นปึกแผ่นแห่งชาติ แต่วิธีการนี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อผู้ที่มีวิถีทางที่แปลกแตกต่างไปจากความเป็นไทยที่ส่วนกลางกำหนดขึ้น ดังเช่น กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ห่างไกล ที่มีวิถีชีวิตและอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง
               ในที่สุดจึงเป็นกลุ่ม คนที่ได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนาที่ไม่สมดุล ถูกละเลย ถูกแย่งชิงทรัพยากร ถูกละเมิดสิทธิชุมชน เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมทั้งถูกเอารัดเอาเปรียบอีกสารพัด
 
1.ระพีพร เม่อแลกู่
 
2.แตน วิทยาป่างาม
 
3.อานันต์ บางจาก
 

1.ระพีพร เม่อแลกู่

2.แตน วิทยาป่างาม

3.อานันต์ บางจาก


 

 

                ร้ายกว่า นั้น วัฒนธรรมและระบบคุณค่าของกลุ่มชาติพันธุ์ เริ่มอ่อนแอ ถูกลดความสำคัญลง อันเป็นผลพวงมาจากนโยบายการพัฒนาที่ไม่สมดุลของรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย     วิถี ชีวิตที่เรียบง่าย ผูกพันอยู่กับธรรมชาติอย่างแนบแน่น ใช้ทรัพยากร ธรรมชาติแบบหาอยู่หากิน มีระบบการบ่มเพาะ และการขัดเกลาทางสังคมเฉพาะ จนกลายเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และแบบแผนการดำเนินชีวิตที่สืบทอดสู่คนรุ่นหลัง ถูกทำลายลงอย่างช้าๆ

                นาย พฤ โอโดเชา ผู้ประสานงานคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ชี้ปัญหาว่า กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศมีปัญหาทั้งเรื่องความมั่นคงใน ที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ทั้งในป่าและในทะเล ปัญหาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่า ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม และพื้นที่สุสานของเผ่า กำลังถูกคุกคามจากรัฐและนายทุน 

              รวมทั้ง ปัญหาทางสัญชาติ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มจะขยายใหญ่ขึ้น เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปีพ.ศ.2558 จะทำให้สูญเสียความหลากหลายทางวัฒนธรรม และอาจจะนำมาสู่ความรุนแรงทางสังคม 
 
ดังนั้น ทางกลุ่มจึงยื่นข้อเสนอให้รัฐบาล 4 ข้อ คือ 
 
1.ให้ มีมติ ครม.คุ้มครองพื้นที่พิพาทระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ กับกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ 
2.เสนอให้มีมติ ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายแก้ปัญหา และฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ 
3.ให้ มีมติ ครม.จัดตั้งกองทุนแก้ปัญหา และฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยสนับสนุนงบประมาณอย่างน้อยปีละ 500 ล้านบาท และ
4.เสนอให้คณะกรรมการตามข้อ 2 เร่งดำเนินการ ดังนี้ ดำเนินการตามมติครม.ปี 2553 เรื่องการแก้ปัญหาชาวเลและกะเหรี่ยง โดยจัดทำเรื่องที่อยู่อาศัย และที่ทำกินเป็นอันดับแรก 
 
               สนับ สนุนการศึกษาวิจัยข้อมูลของพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองทุกกลุ่ม สนับสนุนการศึกษาพัฒนา ให้เกิดการจัดตั้งองค์กร หรือสถาบันที่ดูแลคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ภายใน 6 เดือน เช่น สภาชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย 
               สุดท้าย คือหาแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน กรณีขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย สัญชาติ และการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ อย่างเท่าเทียม
               นางระพี พร เม่อแลกู่ อายุ 39 ปี ตัวแทนชาวอาข่า อ.เมือง จ.เชียงราย เล่าปัญหาว่า อยากมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันในฐานะพลเมืองของรัฐไทย ที่ผ่านมาชาวอาข่าโดนดูถูกเสมือนพลเมืองชั้น 2 ของรัฐ ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเราก็เป็นคนไทย และอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนาน
               'ปัญหาใหญ่ของอาข่า คือ เรื่องวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต ถูกกลายกลืนจากวัฒนธรรมของสังคมเมือง ทำให้เด็กอาข่าส่วนมากพูดภาษา อาข่าไม่ได้ และไม่รู้ถึงพิธีกรรมที่ถูกต้องของอาข่า จึงอยากให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ เพื่อนำไปจัดทำสื่อการสอนภาษาอาข่าให้เด็กๆ เพื่อป้องกันไม่ให้วัฒนธรรมอาข่าสูญหายไป'ตัวแทนชาวอาข่ากล่าว
               ขณะ ที่ นางแตน วิทยาป่างาม อายุ 39 ปี ชาวเขาเผ่าลัวะ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน สะท้อนว่า แต่เดิมชาวบ้านหาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำไร่ ทำนาหมุนเวียน ไม่ได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่มีเอกสารสิทธิแต่อย่างใด แต่เมื่อไม่นานมานี้มีเจ้าหน้าที่อุทยานในพื้นที่เข้ามาถามชาวบ้านว่ามี เอกสารสิทธิตามกฎหมายหรือไม่ และบอกกับเราว่าถ้าไม่มีเอกสารสิทธิในอนาคตอันใกล้นี้จะไม่มีสิทธิ์ทำกินใน พื้นที่ได้อีกแล้ว 
               'ป้ออุ้ยแม่อุ้ยยังเคยเล่าให้ฟังว่าอยู่ใน พื้นที่มานานมากเเล้ว แต่จู่ๆ กลับมีคนมายึดที่ของเราไป เราจึงมาเรียกร้องรัฐบาลว่าถ้ารัฐบาลไม่ออกเอกสารสิทธิให้เราก็ห้ามมายุ่ง กับเรา ให้เรามีชีวิตอยู่ตามวิถีที่มีมาเเต่สมัยโบราณ'ตัวแทนชาวลัวะฝากไปยังรัฐบาล 
               ด้าน นายอานันต์ บางจาก อายุ 49 ปี ชาวเลหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต ร่วมเล่าว่า เรียกร้องให้รัฐบาลจัดหาที่อยู่อาศัยให้ หลังจากบ้านที่อยู่มา 30 ปี ถูกนายทุนฟ้องขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ ตอนนี้มีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่เเล้ว ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ไหน ลูกหลานและเมียรวม 7 คน จะต้องกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย หากรัฐบาลยังชักช้า และไม่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
               ส่วน น.ส.อาอีชะ แก้วนพรัตน์ อายุ 21 ปี พี่น้องไทยพลัดถิ่น จาก จ.ระนอง กล่าวถึงภารกิจเข้ากรุงครั้งนี้ว่า เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิสูจน์และรับรองความเป็นคนไทย พลัดถิ่น รวมทั้งเร่งออกกฎกระทรวงมารองรับการบังคับใช้พ.ร.บ.สัญชาติฉบับที่ 5 หลังผ่านการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเเล้วเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เช่น เดียวกันกับตัวแทนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่โดนเจ้าหน้าที่เผาบ้านขับไล่ออกจากป่า ร่วมเล่าว่า ตอนนี้ข้าวที่พี่น้องเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือนำมาให้เริ่มเหลือน้อยลง ทุกที หากข้าวหมดไปปัญหาความอดอยากก็จะตามมาทันที
 
               พวกเรายื่น หนังสือแนบไปกับการเรียกร้องของเครือข่าย 3 ข้อ คือ
 
1.ให้ชาวกะเหรี่ยงกลับไปอยู่บ้านเดิม และทำกินพื้นที่เดิม โดยกำหนดขอบเขต กติกาการอยู่อาศัย และพื้นที่ทำกินในบ้านบางกลอยบน ซึ่งเป็นพื้นที่เดิม ร่วมกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 
2.ให้จัดตั้งคณะกรรมการติดตาม การออกบัตรประจำตัวประชาชน กับทาง อ.แก่งกระจาน เนื่องจากมีการพิสูจน์สิทธิ์ และมีหลักฐานครบถ้วนแล้ว 
3.ให้ฟื้นฟูวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงบางกลอย-โป่งลึก เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต
 
               ภายหลังยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล ทางเครือข่ายจะนัดคุยกัน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาล ว่าคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน รวมถึงเรื่องการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
               ในเบื้องต้นทางเครือข่ายกำหนดประเด็นเฉพาะหน้าที่จะติดตาม อย่างใกล้ชิด คือ เรื่องสัญชาติของคนไทยพลัดถิ่น และเรื่องการจัดสรรที่ดินของกลุ่มชนเผ่า โดยเฉพาะกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเผ่าขับไล่ออกจากป่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินให้เลย