มาตรฐานชีวิตของคนไร้สัญชาติ โดย มานะ งามเนตร์

Primary tabs

 

มาตรฐานชีวิตของคนไร้สัญชาติ

                                                                                                มานะ  งามเนตร์ 

            หลายท่านอาจจะสงสัยในคำว่า คนไร้สัญชาติ คืออะไร ขอเรียนให้ทราบเบื้องต้น ก่อนว่า การจัดกลุ่มสถานภาพบุคคลของสมาชิกในสังคมไม่ว่าจะเป็นของประเทศไทยหรือ ประเทศอื่นๆ ต่างมีหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยแผนกคดีบุคคล เป็นหลักกันมาเป็นร้อยๆ ปีมาแล้วคนไร้สัญชาติ ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องได้รับสิทธิ ตามหลักการสิทธิมนุษยชน การแบ่งสมาชิกในสังคมตามสถานะของบุคคล แบ่งได้เป็น 

                1. คนชาติ(National) หมายถึง พลเมืองที่ประเทศนั้นให้การรับรองว่าเป็นผู้อยู่ในการควบคุมของประเทศนั้นๆ  ได้แก่ ผู้มีสัญชาติของประเทศนั้น  คนต่างด้าวผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศนั้นอย่างถาวร

                2. คนต่างด้าว(Aliens) หมายถึง บุคคลที่ยังไม่มีสัญชาติของประเทศนั้นหรือคนต่างด้าวผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศนั้นแบบชั่วคราว

                3. คนไร้สัญชาติ(Statelessperson) หมายถึง บุคคลที่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นผู้มีสถานะที่เป็นสมาชิกของประเทศใด หรือไม่มีประเทศใดรับว่าเป็นสมาชิกหรือเคยเป็นสมาชิกของประเทศ  จากประสบการณ์การทำงานกับเรื่องลักษณะนี้ อาจจะมีทั้งคนต่างด้าวจริงๆ และผู้ที่มีฐานะทางกฎหมายที่เป็นผู้มีสัญชาติไทย เพียงแต่ยังไม่มีการพิสูจน์ หรือไม่มีโอกาสพิสูจน์ หรือไม่มีพยานหลักฐานในการพิสูจน์ ซึ่งถือว่าเป็นการริดลอนสิทธิความเป็นผู้มีสัญชาติไทย ทำให้เสียโอกาสใช้สิทธิต่างๆ อย่างมาก

ในกลุ่มของคนไร้สัญชาติ อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คนไร้รัฐก็ได้ เพราะบางคนมีเชื้อชาติที่ยังคงเอกลักษณ์ของชนชาติอย่างชัดเจน เพียงแต่ในเวลานี้ชนชาตินั้น ๆอาจไม่มีองค์ประกอบของคำว่า รัฐ นั่นคือ ไม่มีพื้นที่ที่บ่งบอกถึงความเป็นอาณาเขต ไม่มีแม้แต่อธิปไตยที่จะหาสิ่งที่มารับรองว่า เป็นสมาชิกของรัฐใดๆ ได้

                มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน  2550 รับทราบมาตรฐานและคู่มือการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเด็กเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ ตาม ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ โดยได้กำหนดมาตรฐานและมีตัวชี้วัดหลายประการ เพื่อดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชนกลุ่มต่างๆ ที่ด้อยโอกาส  ซึ่งขอนำเอามาตรฐานขั้นต่ำเกี่ยวกับชีวิตของคนไร้สัญชาติ มานำเสนอให้ทราบ ถึงแนวทางที่คนไร้สัญชาติจะได้รับการดูแลจากสังคม ที่ถือเป็นสิทธิมนุษยชน อันเป็นสิทธิพื้นฐาน   ดังนี้

•1.              แนวทางข้อกำหนดด้านสิทธิทางสังคมและการคุ้มครองสิทธิ

          คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการคุ้มครองสิทธิ

               การคุ้มครองสิทธิ ในที่นี้หมายถึง

                           1. คนไร้สัญชาติที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร มีสิทธิอาศัยอย่างน้อยเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย

                           2. คนไร้สัญชาติจะต้องไม่ถูกส่งกลับไปนอกราชอาณาจักรไทย โดยไม่สมัครใจ หรือถูกส่งกลับไปรับความยากลำบาก หรือความตาย

                           3. ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยจากการทำงาน ไม่ถูกเอาเปรียบเกี่ยวกับการทำงาน

                           4. ได้รับการปกิบัติในการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมกับบุคคลอื่นในสังคม โดยไม่มีการละเมิดและถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

                           5. สามารถเดินทางไปรับบริการการศึกษา การรักษาพยาบาลได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป

     คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องสถานภาพบุคคลทางกฎหมาย

               สถานภาพบุคคลทางกฎหมาย ในที่นี้หมายถึง

                           1. บุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยที่มีเชื้อสายไทย แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาทางสถานะทางกฎหมาย มีโอกาสได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย

                           2. บุตรของบุคคลที่มีเชื้อสายไทย ที่เกิดในประเทศไทย ได้รับสัญชาติไทย

                           3. บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบการทะเบียนราษฎร ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 10 ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทยและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทาง มีโอกาสได้รับการพิจารณาสถานะเป็นบุคคลต้างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีโอกาสได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติไทย

                           4. บุคคลที่เกิดและอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย และศึกษาสำเร็จในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ได้รับการพิจารณาได้สัญชาติไทย

                           5. บุคคลที่เกิดและอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย และยังไม่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้นำเข้าสุ่กระบวนการพิจารณากำหนดสถานะทางกฎหมาย

                           6. บุคคลที่ขาดบุพการี หรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ และมีชื่ออยู่ในระบบการทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทยและมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย

                           7. บุคคลที่ขาดบุพการี หรือบุพการีทอดทิ้ง ที่ได้รับสถานะเป็นบุตรบุญธรรมตามคำสั่งของศาล เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย ได้รับสัญชาติไทย

                           8. บุคคลที่มีผลงาน/ความรู้ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศใน ด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการกีฬา รวมทั้งด้านอื่นๆ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควรได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติ ไทย

                           9. บุตรของคนไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย ได้รับการแจ้งเกิดและได้รับสูติบัตร ซึ่งเป็นเอกสารแสดงการเกิด

     2. แนวทางข้อกำหนดทางสังคมต่อไร้สัญชาติ มีการกำหนดมาตรฐานไว้ ดังนี้

     คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการเข้าถึงบริการ

                การเข้าถึงบริการ ในที่นี้หมายถึง

                           1. คนไร้สัญชาติสามารถเข้าถึงกองทุนสวัสดิการด้านการศึกษาในชุมชน กองทุนส่งเสริมการประกอบอาชีพในชุมชน กระบวนการยุติธรรม

                           2. สามารถไปใช้บริการจากภาครัฐ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่ชุมชนและสังคมจัดขึ้น

     คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการมีส่วนร่วม

               การมีส่วนร่วมในที่นี้หมายถึง  คนไร้สัญชาติได้รับโอกาสเป็นสมาชิกและมีส่วนร่วมในชุมชน

     คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องภูมิปัญญาและวัฒนธรรม

              ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ในที่นี้หมายถึง  คนไร้สัญชาติ/ครอบครัว มีโอกาสถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์

     คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการบริโภคข้อมูลข่าวสาร

               การบริโภคข้อมูลข่าวสารในที่นี้หมายถึง

                           1. คนไร้สัญชาติรับทราบข้อมูลข่าวสารและแหล่งบริการต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนและภายนอกชุมชน

                           2. รับทราบและเข้าใจถึงวิธีการไปใช้สิทธิและบริการที่มีอยู่ตามความต้องการคนไร้สัญชาติ

                           3. มีส่วนร่วมในการให้ข้อมุลข่าวสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแก่คนในชุมชน หน่วยงานและสังคม มีฐานข้อมูลชุมชนที่เป็นประโยชน์ในการมาใช้บริการ หรือการมาขอรับความช่วยเหลือ

     3. แนวทางข้อกำหนดด้านความมั่นคงในการดำรงชีวิต มีการกำหนดมาตรฐานไว้ ดังนี้

     คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องสุขภาพ

               สุขภาพ ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติสามารถเข้ารับบริการด้านสุขภาพจากสถานพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ได้รับการดูแลและรับผิดชอบการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยจากการทำงานจากนาย จ้าง

     คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องที่อยู่อาศัย

               ที่อยู่อาศัย ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติและครอบครัว มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง โดยมีถิ่นที่อยู่/ทะเบียนบ้าน หรือทะเบียนประวัติ(ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง)

     4. แนวทางข้อกำหนดด้านการศึกษา มีการกำหนดมาตรฐานไว้ ดังนี้

คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการศึกษา

               การศึกษา นี้หมายถึง บุตรคนไร้สัญชาติได้รับการศึกษาจนสำเร็จขั้นพื้นฐาน และต้องได้รับหลักฐานทางการศึกษา(ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548) สถานศึกษาในชุมชนที่มีคนไร้สัญชาติ เปิดโอกาสให้(ไม่ปิดกั้น)บุตรของคนไร้สัญชาติได้เข้าเรียน

องค์กรใดบ้างที่จะนำแนวทางมาตรฐานที่เป็นนโยบายไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมของผู้ด้อยโอกาสที่เป็นมาตรฐานนี้ ในความเห็นของกระผม เห็นว่า หน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ไปถึงส่วนท้องถิ่น  และภาคเอกชน  ทั้งภาคธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs) และภาคประชาสังคม ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ มีการทำงานแบบร่วมมือในลักษณะบูรณาการแบบสมานฉันท์กันอย่างจริงจัง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.) ที่มีตั้งแต่เทศบาล(ทั้งเทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล) และองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)  ที่อยู่ใกล้ชิดปัญหาต้องเรียนรู้ ต้องระดมมันสมอง ความรู้ ความคิดและรวบรวมข้อมูลในท้องที่ให้ได้ความจริงตรงกับปัญหาให้มากที่สุด เพราะในกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างก็มีบทบัญญัติในส่วนของอำนาจ หน้าที่ที่จะต้องดำเนินการในแต่ละองค์กรโดยการสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสอยู่แล้ว โดยไม่ได้แบ่งแยกว่า ประชากรในเขตรับผิดชอบจะเป็นผู้มีสัญชาติไทย คนต่างด้าว หรือคนไร้สัญชาติไร้รัฐ  ให้อยู่ในแผนพัฒนา หรือแผนปฏิบัติการ และเตรียมการด้านงบประมาณรองรับกิจกรรมต่างๆ ไว้

ส่วนพื้นที่ตัวอย่างหรือการดำเนินการในลักษณะโครงการนำร่อง ก็คงต้องพิจารณาพื้นที่และความพร้อม ด้วยความสมัครใจ ก่อนที่จะประเมินผล สังเคราะห์ผลและติดตามผล เพื่อนำมาเป็นบทเรียนที่ดีที่สุด ก่อนจะขยายผลนำไปใช้อย่างจริงๆ จังๆ ซึ่งอาจจะมีการกำหนดไว้เป็นนโยบายขององค์กร บรรจุไว้ในพันธกิจ  มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ หรือเป้าประสงค์ เพราะมีตัวชีวัดอย่างชัดเจนอยู่แล้ว การนำไปปรับใช้คงไม่ยาก แต่ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจต่อทัศนคติที่เคยมีต่อคนไร้สัญชาติ นี่แหละเป็นเรื่องที่ยาก

ถึงอย่างไรก็ตาม ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น ต้องเป็นจริงแน่นอน


[1] - เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน 7 ว สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (อดีต หัวหน้างานกฎหมายและระเบียบชนกลุ่มน้อย  ส่วนการทะเบียนราษฎร  และหัวหน้างานพิสูจน์หลักฐาน ส่วนบัตรประจำตัวประชาชน  สำนักบริหารการทะเบียน  กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย)  วิทยากรและผู้มีประสบการณ์ในการกำหนดสถานะบุคคลและ

   - อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ  ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน    สภาทนายความ