พุทธชาติ กับเส้นทางต่อสู้ที่ยาวนาน กว่าจะได้มากับคำว่า “สัญชาติไทย”

Primary tabs

“ฉันยังมีความหวังเพราะมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนว่าฉันต้องได้รับสัญชาติไทย”

I still hope because I have a clearly evidence that I must receive Thai nationality.

 

คำพูดของนางสาวพุทธชาด (ไม่มีชื่อสกุล) ได้พูดไว้ทั้งน้ำตาในเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “กระบวนการติดตามแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ” ๑๔-๑๕ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนจัดโดยโครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ (SCPP)

นางสาวพุทธชาด (ไม่มีชื่อสกุล) พ่อแม่เข้ามาประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๑๕ เกิดในไทยเมื่อวันที่ ๒๘ เดือนพฤษภาคม๒๕๒๓ โดยเกิดที่โรงพยาบาลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน บิดาและมารดาและญาติพี่น้องถือบัตรสีชมพู พี่สาวคนโตมีบัตรสีฟ้า ตนเองมีแต่ใบเกิดไม่มีบัตรสีอะไรเลย บิดาและมารดาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เสียชีวิตหมดแล้ว) ย้ายมาอยู่บ้านเลขที่ ๐/๘๙ หมู่ที่ ๑ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีอาชีพรับจ้าง

 

การดำเนินการยื่นคำร้องของนางสาวพุทธชาด

๑. ได้รับการสำรวจตามแบบสำรวจแบบ ๘๙ เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๐

๒. จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน บัตรเลข “๐” หมายเลขบัตร ๐-๕๘๐๖-๘๙๐๐๗-๓๑-๑ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑

๓. ยื่นคำร้องตามมาตรา ๒๓วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

พยานเอกสาร  ๑)  บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน

                       ๒) สำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ทร.๑๔/๑

                       ๓) หนังสือรับรีองการเกิด ออกโดยโรงพยาบาลขุนยวม

                       ๔) หนังสือรับรองการเกิด ทร.๒๐/๑

พยานบุคคล   ๑. นายสุภาพ  นุชนงคราญ ผู้ใหญ่บ้าน

                      ๒. นายกำธร  วิษณุกรรม ประธานสภา อบต.แม่สามแลบ

                      ๓. นายกอรอ  เสถียรชัยภักดิ์ ผู้มีสัญชาติไทย

                      ๔. น.ส.บุญมี  อุคนิยาน ผู้มีสัญชาติไทย

๔. ทำหนังสือทวงถาม ครั้งที่ ๑ วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔  ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ (กรณียื่นคำร้องไว้ตามมาตรา ๒๓ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒) ไม่มีการตอบรับหรือการแจ้งผลใดใด

๕. นายทะเบียนอำเภอสบเมย เสนอให้นายอำเภอสบเมย วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

๗. ทำหนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน(ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน) วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕ ผู้ว่าราชการได้มีหนังสือที่ มส.๐๐๑๗.๑/๖๘๔๙ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ แจ้งให้ทราบถึงผลการชี้แจงของอำเภอสบเมย ที่ มส.๐๖๑๗/๑๓๐๕ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ว่าทางอำเภอได้รับคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ และรวบรวมเอกสาร พยานหลักฐานเสนอนายอำเภอเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

๘. มายื่นหนังสือให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตอนสัญจรมาจัดที่โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

๙. วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ยังไม่ได้รับการอนุมัติใดใด

๑๐. วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๖ เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเชิญชี้แจงประเด็นข้อเสนอที่ยื่นไปให้ พร้อมกับเพื่อนที่ยื่นไปพร้อมกันอีก ๓ คน โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินทางไปด้วย

๑๑. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ทำหนังสือที่สม.๐๐๐๓/๑๘๐๔ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๗ มาที่อำเภอสบเมยเพื่อขอทราบข้อเท็จจริง

๑๒. อำเภอสบเมยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการพิจารณาคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยตามาตรา ๒๓ ที่มส.๐๖๑๘/๐๓๒๘ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๗ โดยได้แจ้งว่า นางสาวพุทธชาติไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้ ไม่ได้ทำหนังสือหลักฐานการได้รับอนุญาตออกนอกเขตอำเภอไปยื่นต่อฝ่ายทะเบียนและบัตร ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน  จึงชะลอคำร้องไว้ก่อน

๑๓. ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ได้มีความเห็นว่า

   - หลักฐานของนางสาวพุทธชาติ มีเอกสารหลักฐานพยานบุคคลที่นำมาแสดงให้กับนายทะเบียน เพียงพอหรือไม่อย่างไร

   - หนังสือหลักฐานการได้รับอนุญาตให้ออกนอกเขตอำเภอ สำคัญมากน้อยเพียงใด ได้มีการแจ้งให้กับผู้ยื่นคำร้องหรือไม่

   - ตามที่อำเภอสบเมยชี้แจงหนังสือ มส.๐๖๑๗/๑๓๐๕ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ให้กับจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าได้รวบรวมพยานหลักฐานเสนอนายอำเภอ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ จนถึงปี ๒๕๕๗ ยังไม่มีการอนุมัติ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดหรือล่าช้า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎมาย

 

ยื่นคำร้องให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

พุทธชาด ยังคงดำเนินเรื่องตัวเองอย่างต่อเนื่อง ติดตามความเคลื่อนไหว สอบถามข้อมูลจากทางอำเภอสบเมย จนมาถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ นายอำเภอสบเมยได้อนุมัติ และได้ถ่ายบัตรประชาชน เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ นั่นคือ การได้เป็นคนไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

วิไลววรณ สุดแดนไพร เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน (DCCN) อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งได้ติดตามกรณีเคสของพุทธชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2548 กล่าวว่า “การดำเนินการการยื่นคำร้องของพุทธชาติ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง พุทธชาติเองได้สนใจและกระตือรือร้นในการติดตามเรื่องราวของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการดำเนินการด้วยตัวเองและการมาขอคำปรึกษาเวลาไม่เข้าใจหรือมีปัญหาในการติดตามกับทางเจ้าหน้าที่อำเภอ โดยจะประสานงานและมาพบด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่เจ้าของปัญหาจะต้องดำเนินการด้วยตัวเอง จะได้เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย” พร้อมกันนี้ วิไลวรรณ ได้บอกเพิ่มเติมว่า “กรณีของพุทธชาติ หลังจากที่ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และไปชี้แจงที่กรุงเทพฯ ถึงความล่าช้าของอำเภอที่ไม่ยอมอนุมัติสัญชาติไทย ทั้ง ๆ ที่หลักฐานครบถ้วนทุกอย่าง กลับถูกตรวจสอบไปที่หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ที่บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เหมือนกับข่มขู่คุกคาม และมีการเรียกเอกสารเพิ่มเติมหลายอย่าง ในการปฏิบัติงาน เมื่อมีกฎหมายและระเบียบแล้ว น่าจะทำตามขั้นตอนระเบียบและกฎหมายนั้น ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกตัดสินหรือการเอาทัศนคติเชิงลบมารวมปะปนกับการพิจารณาให้สัญชาติ เมื่อรับเคสแล้วก็ควรจัดการให้สิ้นสุดตามสถานะที่เขาพึงได้”

   

ท้องฟ้าของวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ดูสว่างไสว แสงตะวันในวันนี้ ทอแสงส่องถึงใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อพุทธชาติ น้ำตาของความกังวลใจ น้ำตาของการรอคอยความหวัง มันเหือดแห้งไปแล้ว มีเพียงน้ำตาแห่งความดีใจ ไม่ต้องบอกกล่าวอะไรออกมา ความสมหวังกับการรอคอย การต่อสู้ที่ผ่านมามีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิต กลับกลายเป็นความภาคภูมิใจที่ไม่สามารถเอ่ยเป็นคำพูดออกมาได้ พุทธชาติ ได้บอกว่า “ รู้สึกดีใจที่ชีวิตมีความเป็นอิสระมากขึ้น ลูกก็มีสิทธิตามมาได้มาตรา ๒๓ การต่อสู้ที่ผ่านมา พบอุปสรรคมากมาย บางครั้งท้อแต่ต้องต่อสู้ให้กับครอบครัวพร้อมกับเพื่อน ๆ อีกหลายคนที่มีสถานะเดียวกัน การยื่นคำร้องไม่สามารถทำได้โดยลำพังและการขาดความรู้ความเข้าใจก็เป็นเรื่องยากมากที่จะสื่อสารให้กับเจ้าหน้าที่ พวกเราโชคดีที่มีเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พี่ต้อย วิไลวรรณ สุดแดนไพรและพี่หลวง สันติพงษ์ มูลฟอง ได้ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ ประกอบกับการเข้าร่วมประชุม อบรม สัมมนาเรื่องสิทธิของตนเอง มีโอกาสได้พูดในเวทีต่าง ๆ ทำให้มีความกล้าและมั่นใจในการดำเนินการและติดตามสอบถามเรื่องราวของตนเอง”

 

เล่าเรื่องราวประสบการณ์

เราได้พบเจอกับพุทธชาติอีกครั้ง ตอนนี้พุทธชาติยังรับจ้างทำงานขายต้นไม้ ดอกไม้ที่ตลาดคำเที่ยง จังหวัดเชียงใหม่ ในอนาคตอยากจะมีกิจการเป็นของตัวเอง หลังจากมาอยู่ที่เชียงใหม่ ๑๐ กว่าปีจะทำอะไรก็เป็นเรื่องยุ่งยาก เราก็หวังว่าเธอจะมีอนาคตที่แจ่มใส และกรณีของเธอได้เป็นกรณีศึกษาให้กับอีกหลาย ๆ คนที่ยังรอคอยความหวัง ตอนนี้ลูกทั้งสองคนของพุทธชาติได้สัญชาติไทยตามแม่แล้ว  พุทธชาติบอกว่าพร้อมและยินดีเสมอถ้าเชิญเธอให้มาเล่าประสบการณ์การต่อสู้ของตนเองกับงานที่เกี่ยวข้องกับสัญชาติ ซึ่งเธอได้ถ่ายทอดเรื่องราวได้เป็นอย่างดีและให้กำลังใจกับคนที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติต่อสู้ต่อไป

 

 

บอกเล่าเรื่องราวโดย SCPP: พัชยานี  ศรีนวล