ผ้าทอกะเหรี่ยง ศิลปะครูชุมชน

Primary tabs

 


 
                ภาพ เด็กนักเรียนทั้งหญิงและชายในชุดผ้าทอกะเหรี่ยงโทนสีธรรมชาติ น้ำตาล ดำ สลับเส้นเขียวแดง วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน และเป็นธรรมชาติที่สนามหน้าเสาธงของโรงเรียนบ้านยางน้ำกลัดใต้ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งสืบสานจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน
 
               นับเป็นความโชคดีที่วันนี้ เด็กๆ โรงเรียนบ้านยางน้ำกลัดใต้ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ชุมชนที่มีชาวกะเหรี่ยงประมาณร้อยละ 70 อยู่อาศัยพร้อมกับอนุรักษ์ศิลปะผ้าทอกะเหรี่ยงของบรรพบุรุษให้อยู่คู่กับ ชุมชนของพวกเขาอย่างจริงจัง พร้อมกับได้รับโอกาสพัฒนาทักษะอาชีพจาก การแปรรูปผ้าทอกะเหรี่ยงให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลาย แปลกตายิ่งขึ้น และส่งขายสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า หมอนอิง ผ้าพันคอ ของใช้บนโต๊ะอาหาร ไปจนถึงตุ๊กตาสัตว์น้อยใหญ่ พี่ช้าง พี่หมี น้องแมว น้องกระต่าย ให้มีสีสันสดใสสวยงามกว่าเดิม ทำให้เด็กๆ มีรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ นำมาจุนเจือครอบครัว
 
               ด.ช.อาทิตย์ บุญยง และน้องๆ นักเรียน ชั้นอนุบาลถึงมัธยม 3 กว่า 240 คน ของโรงเรียนบ้านยางน้ำกลัดใต้ คือกลุ่มเยาวชนที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาควบคู่กับการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิม ให้คงอยู่คู่กับชุมชน และนำความรู้มาต่อยอด พัฒนาอาชีพพื้นฐาน สร้างรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต ภายใต้โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์ จากการสนับสนุนของผู้ใหญ่ใจดี บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ SCBLIFE ที่เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชนซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างสังคมที่ดีในอนาคต 
 
              โรงเรียน อุปถัมภ์ของ SCBLIFE เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 มุ่งเน้นการช่วยเหลือและสนับสนุนโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารในระยะยาวให้ได้รับ โอกาสทางการศึกษา และได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการเงิน ทรัพยากร องค์ความรู้ และเครือข่ายในด้านต่างๆ โดยมุ่งเน้น 2 ส่วนหลัก คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน การสร้างอาชีพและรายได้เสริมยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของเยาวชน และชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีโรงเรียนบ้านเขาตะแคง จังหวัดลพบุรี เป็นโรงเรียนนำร่องแห่งแรก และได้รับโรงเรียนบ้านยางน้ำกลัดใต้ เข้าเป็นโรงเรียนอุปถัมภ์ลำดับที่ 2 เมื่อปี 2553
 
               ในปีแรกได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ บูรณะอาคารเรียน ห้องสมุด ห้องอาหาร ห้องน้ำ สนามเด็กเล่น และจัดทำโครงการอาหารกลางวัน แปลงผักสวนครัว จัดทำเล้าไก่ บ่อเลี้ยงปลา ในปี 2554 บริษัทได้ต่อยอดโครงการอนุรักษ์ศิลปะทอผ้ากะเหรี่ยง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้เด็กและชาวบ้านในชุมชน โดยบรรจุวิชาทอผ้ากะเหรี่ยงในหลักสูตรการเรียนของนักเรียน พร้อมสนับสนุนทุนในการจัดทำกี่กระตุก จัดหาแหล่งวัตถุดิบ วิทยากรสอน ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้หลากหลายและร่วมสมัยมากขึ้น โดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เสื้อ ย่ามใส่ของ ผ้าพันคอ กล่องกระดาษทิชชู พวงกุญแจ ตุ๊กตา จานรองแก้ว ฯลฯ สร้างรายได้และอาชีพให้แก่เด็กและชุมชน 
 
               ด.ช.อาทิตย์ บุญยง นักเรียนชั้นม.1 ซึ่งเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์ศิลปะทอผ้ากะเหรี่ยงมาแล้วกว่า 2 ปี กล่าวว่า การทอผ้ากะเหรี่ยงไม่ใช่เรื่องเชยหรือน่าอาย ดีใจและภูมิใจที่ได้สืบสานวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ แถมยังได้ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้า ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 
 
               "ตอน นี้ผมเริ่มทอผ้าได้บ้างแล้ว และยังเย็บตุ๊กตาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง กระต่าย และหมีได้อีกด้วย ถ้าผมและเพื่อนเย็บได้เยอะแล้วจะนำไปขาย ทำให้พวกเรามีรายได้เล็กๆ น้อยๆ น่าภูมิใจที่หาเงินเองได้ ผมอยากให้เยาวชนไทยเห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมของชาติไทยเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใครครับ" 
 
               ด้าน น้องเอ๋ย ด.ญ.ชนากานต์ พงษ์เทศ นักเรียนชั้นม.2 บอกเล่าว่า สมัครเข้าโครงการนี้ประมาณ 2 เดือนแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้มีเชื้อสายชาวกะเหรี่ยงโดยตรง แต่ก็คุ้นเคยและเห็นการทอผ้าแบบนี้มาตั้งแต่เล็กๆ 
 
               "หนูอยากเรียนรู้ วิธีทอผ้าด้วยกี่กระตุก ซึ่งช่วยให้ทอผ้าได้เร็วขึ้น ลวดลายสวยงาม การย้อมสีเส้นด้ายด้วยสมุนไพรธรรมชาติ เช่น ดอกอัญชัน ขมิ้นในท้องถิ่น หนูว่าประหยัดและปลอดภัยดี ไม่ต้องใช้สารเคมี หนูภูมิใจที่ได้ร่วมอนุรักษ์ศิลปะกับโรงเรียน การทอผ้ายังช่วยฝึกสมาธิและความอดทนอีกด้วยค่ะ"
 
               นายวิพล วรเสาหฤท กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCBLIFE กล่าวทิ้งท้ายว่า การให้ของเรานั้นไม่เน้นการให้เงิน และให้ฝ่ายเดียว แต่ผู้รับต้องพร้อมพัฒนาตัวเองควบคู่ไปด้วย เราต้องการให้โอกาสเด็กๆ สร้างความรู้และอาชีพ ช่วยกันต่อยอดศิลปะดั้งเดิมที่มีคุณค่า เพราะวิชาชีพจะติดตัวเด็กๆ ไปตลอด และยังสร้างชุมชนรวมกันให้เข้มแข็ง 
 
               "สิ่ง ที่เราอยากเห็นในระยะยาวคือ การส่งเสริมให้โรงเรียนและเด็กๆ พัฒนาการออกแบบและผลิตภัณฑ์จากศิลปะผ้าทอกะเหรี่ยงให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอม รับอย่างแพร่หลาย เพราะยั่งยืนและมีคุณค่ามากกว่าการให้เงินบริจาคเท่านั้น"
 
ที่มา : http://www.khaosod.co.th/