ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ขอสิทธิเป็นคนไทย

Primary tabs

ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ขอสิทธิเป็นคนไทย 

นพพล สันติฤดี 
 

               ใน ชีวิตหนึ่งของคนเมืองต่างมุ่งหวังประสบความสำเร็จ มีความมั่นคงพื้นฐานในการดำรงชีวิต ทั้งรถ บ้าน หน้าที่การงาน และครอบครัวที่เป็นสุข แต่ในชีวิตหนึ่งของผู้เฒ่าในป่าบนพื้นที่สูงของประเทศไทย กลับต้องการเพียงแค่บัตรประจำตัวประชาชน ที่ยืนยันถึงสถานะความเป็นคนไทยของตัวเขาเท่านั้น
 
               เสียง ดนตรีของพี่น้องอาข่าดังขึ้นภายในงานวันผู้เฒ่าไร้สัญชาติ จัดขึ้นที่สำนักงานบ้านใกล้ฟ้า บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) 
 
               บรรดา ผู้เฒ่าทั้งชนเผ่าลีซู เมี่ยน อาข่า ลาหู่ ไทลื้อ ขมุ ลัวะ ม้ง กว่า 500 ชีวิต เดินทางมาสะท้อนปัญหาของคนไร้รัฐ โดยแต่ละคนต่างแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า และเครื่องประดับนานาชนิดเต็มรูปแบบ ถึงแม้พวกเขาจะเป็นพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์ แต่ทุกคนกลับมีความหวังเดียวกันคือ 'สัญชาติไทย' เป็นความหวังเล็กๆ ครั้งสุดท้ายของไม้ใกล้ฝั่งที่รอวันโรยรา
 
               นางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา กล่าวถึงจุดประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า เพื่อสร้างพื้นที่ทางสังคมให้กลุ่มผู้เฒ่าได้บอกเล่าเรื่องราว และปัญหาของพวกเขาให้สังคมได้รับทราบ
 
               ครูแดง หรือนางเตือนใจ ระบุว่าปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้มีอยู่จำนวนไม่น้อย และต้องอยู่อย่างมีปัญหาเพราะไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ ทั้งที่คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังเลี้ยงดูลูกหลานเติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลสนใจและเร่งแก้ปัญหาให้พวกเขา
 
               จากการสำรวจตัวเลขผู้เฒ่าไร้สัญชาติในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่จัน และ อ.เชียงของ จ.เชียงราย พบว่ามีสูงถึง 436 คน

               โดยกลุ่ม ผู้เฒ่าไร้สัญชาติมีปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอยู่ 4 ข้อ คือ 1.ผู้เฒ่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว แต่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรไทย 2.ผู้เฒ่าที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลประเภท 6 หมายถึงผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว หรือคนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา 

 

 
3.ผู้ เฒ่าที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลประเภท 0 หรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน และ 4.ผู้เฒ่าที่ได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ยังต้องรอการแปลงสัญชาติ
 
               บรรดาผู้เฒ่าที่มาร่วมงาน ต่างสะท้อนปัญหาออกมา ในแต่ละแง่มุม เพื่อหวังให้เจ้าหน้าที่รัฐนำไปแก้ไขอย่างเร่งด่วน
 
               นาง อะเลม่า จางจะ แม่เฒ่าเผ่า ลีซู อายุ 67 ปี สะท้อนว่า อยู่ในเมืองไทยมาตั้งเเต่เกิด แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอายุปูนนี้เเล้วทำไม ยังไม่ได้บัตรประ ชาชน ได้สัญชาติเป็นคนไทยเลย ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งสำรวจ และจัดทำบัตรประชาชนให้ด้วย เพราะอยากเป็นคนไทย อยากมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหมือนกับคนไทย ทั้งเรื่องการเดินทาง ที่อยู่อาศัย รวมถึงเบี้ยยังชีพ ที่จะนำมาจุนเจือในครอบครัวได้
 
               ขณะที่ แม่เฒ่าเฝยโฟ่ง แซ่เติ๋น อายุ 77 ปี ชาวเขาเผ่าเมี้ยน เล่าว่า อพยพจากประเทศลาวมาอยู่เมืองไทยเมื่อราว 70 ปีเเล้ว ได้รับการสำรวจแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังเคยไปยื่นเอกสารขอสัญชาติกับทาง ราชการเเล้ว แต่ก็ถูกปฏิเสธ จึงหวังอยากได้สัญชาติไทย เพราะจะได้มีสิทธิเท่าเทียมกันกับคนอื่น เวลาเดินทางไปเยี่ยมลูกหลาน จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนตอนนี้
 
               เช่นกันกับ นายอาเหล งัวยา อายุ 74 ปี พ่อเฒ่าชนเผ่าลีซู ร่วมบอกว่า เกิดที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ก่อนจะอพยพมาเรื่อยๆ จนมาอยู่บ้านเฮโก บนดอยแม่สลอง เมื่อก่อนตอนที่ยังเป็นหนุ่มเคยมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาสำรวจในหมู่บ้าน แต่ด้วยความที่ไม่รู้ภาษาไทย เมื่อเจ้าหน้าที่ถามอะไรมา ก็ตอบไม่ได้และ ไม่เข้าใจ ได้แต่พยักหน้าอย่างเดียว จึงทำให้ไม่ได้สัญชาติไทย
 
               พ่อเฒ่าอาเหลเล่าถึงความหวังว่า ถ้าได้สัญชาติไทยก็จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินจำนวนนี้จะนำไปลงทุนปลูกกาแฟไว้เลี้ยงตัวเอง เพราะอายุมากแล้ว คงเดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวกแล้ว อีกทั้งจะอุทิศตนให้กับการสอนประเพณี และวัฒนธรรมของชนเผ่าลีซู ให้เด็กได้เรียนรู้อีกด้วย
 
               ด้าน นายเล่าเซ้ง แซ่เล้า ผู้เฒ่าม้งกล่าวว่า ทำเรื่องขอสัญชาติมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกตั้งแต่เกือบ 20 ปีก่อน แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้รับสัญชาติ ทุกครั้งที่ไปยื่นที่อำเภอก็รับเรื่องไว้ แล้วก็เงียบหายไป ครั้งนี้หากได้ก็แล้วไป แต่ถ้าเงียบหายไปอีกจะฟ้องขอความเป็นธรรมจากศาลแน่นอน
 
               ส่วน นายไอจัย ไอยี อายุ 61 ปี ผู้เฒ่าลาหู่ สะท้อนเช่นกันว่า อยากเป็นคนไทยเหมือนคนอื่นภายในหมู่บ้าน ที่เกิดและโตมาพร้อมๆ กัน แต่พวกเขาได้บัตรประชาชนกันหมดแล้ว มาร่วมงานวันผู้เฒ่าไร้สัญชาติในวันนี้ ก็เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง และอยากฝากไปยัง คณะกรรมาธิการ ที่เดินทางมารับฟังปัญหา ในครั้งนี้ ให้เร่งแก้ไขปัญหาให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติทั้งหลาย ที่มีสถานะเเละสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอสัญชาติไทย 
 
               นอก จากนี้ปัญหาการดำเนินการยื่นเรื่องขอสัญชาติของผู้เฒ่าในพื้นที่ ยังประสบกับความยากลำบาก เนื่องจากปัญหาอคติทางชาติพันธุ์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมถึงปัญหาที่หมู่บ้านหลายๆ แห่งอยู่รวมกันในหมู่บ้านเดียว
 
               นาย ศักดิ์นาคีม มัจฉาวงค์พาณิช หรือ อาป๋า งัวยา อายุ 36 ปี ลูกชายของ พ่อเฒ่า อาเหล เล่าว่า การเดินทางไปยื่นขอสัญชาติที่ อ.แม่ฟ้าหลวง เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย ต่างจากคนไทยที่เข้าไปติดต่อกับทางอำเภอ ทั้งการบริการที่แย่ ไม่ใส่ใจพวกเรา พยายามถ่วงเวลาและบ่ายเบี่ยงอยู่ตลอดเวลาเมื่อเข้าไปติดต่อเรื่องขอสัญชาติ ที่สำคัญยังไม่มีเจ้าหน้าที่ของทางอำเภอเดินทางมาสำรวจข้อมูลในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในอำเภอ ก็ไม่เข้าใจนโยบาย ที่จะให้สัญชาติกับพวกเรา
 
               ด้าน นายนิคม แซ่เติ๋น อายุ 50 ปี ตัวแทนจากบ้านโป่งป่าแขม ต.ป่าตึง อ.แม่จัน กล่าวถึงปัญหาการรวมหมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้าน ให้เป็นหมู่บ้านเดียวกันว่า บ้านโป่งป่าแขมที่อาศัยอยู่นั้น อยู่ในหมู่บ้านใหญ่ คือบ้านเล้าฟู่ หมู่ 20 ต.ป่าตึง และนอกจากหมู่บ้านของตนเองเเล้ว ในหมู่บ้านเล้าฟู่ยังต้องดูแลปกครองหมู่บ้านอีกถึง 4 หมู่บ้านด้วยกัน
 
               คือ บ้านจะหยี บ้านป๊อกปาแต บ้านอาหลู และบ้านโป่งขม ที่มีชาวเขาเผ่าเมี้ยน อาข่า ลาหู่ และลีซู อยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก แต่ละหมู่บ้านตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 4-5 กิโลเมตร ส่งผลให้การดูเเลปกครองของหมู่บ้านเป็นไปด้วยความยากลำบาก รวมทั้งงบประมาณในการพัฒนาที่รัฐจัดสรรมาให้กระจายไม่ทั่วถึงหมู่บ้านต่างๆ ทำให้การสำรวจสถานะบุคคลจึงเป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากผู้มาสำรวจมักจะลงไปสำรวจเฉพาะหมู่บ้านเล้าฟู่ ที่เป็นหมู่บ้านหลักเท่านั้น ส่งผลให้หมู่บ้านในการดูแลของบ้านเล้าฟู่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐละเลย
 
               'ทุกวันนี้ชาวบ้านมีปัญหาในเรื่องสิทธิต่างๆ ทั้งการเข้าถึงทรัพยากร งบฯ ที่เจ้าหน้าที่รัฐจัดสรรมาให้ รวมถึงความเป็นอยู่ การป้องกันยาเสพติด การจัดการสิ่งเเวดล้อมที่รัฐดูเเลไม่ทั่วถึง จึงเดินทางมายื่นหนังสือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำปัญหานี้ไปแก้ไข เพื่อแยกหมู่บ้านให้ออกมา 5 หมู่บ้าน เพื่อที่การจัดการงบฯ และการพัฒนาต่างๆ จะได้ทั่วถึง' นายนิคมชี้ถึงปัญหาและทางแก้
 
               ด้าน นายสุพจน์ เลียดประถม ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและแนวทางแก้ไขการ ไร้สถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย วุฒิสภา ที่เดินทางมารับฟังปัญหา ระบุว่าจากการรับฟังปัญหาทำให้พบว่า ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติมีปัญหาอยู่จริง และจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่างผู้เฒ่าบางคนเป็นคนตกหล่นจากทะเบียนราษฎร โดยไม่เคยมีชื่อเลย
 
               ดังนั้น ต้องหาช่องทางในการดำเนินการ เพื่อให้ผู้เฒ่าเหล่านี้ได้รับสัญชาติ เพราะยากลำบากมานานแล้ว โดยจำเป็นต้องแก้ไขกันในระดับนโยบาย ทางคณะกรรมาธิการ ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วน และหลังจากรับเรื่องร้องเรียนแล้ว จะเร่งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดการทันที นี่คือ ปัญหา และความหวังของ 'ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ'