ประสิทธิ์ จำปาขาว กรณีศึกษาคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติ

Primary tabs

 

 

ปัญหาความไร้สัญชาติ (Nationalityless) ที่เกิดขึ้นแก่บุคคลธรรมดา ก็คือ สภาพที่บุคคลไม่มีสัญชาติของประเทศใดเลยในโลก กล่าวโดยหลักกฎหมายได้ว่า คนไร้สัญชาติมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในทุกประเทศของโลก [1]
โดยคนไร้สัญชาติ(Statelessperson) หมายถึง บุคคลที่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นผู้มีสถานะที่เป็นสมาชิกของประเทศใด หรือไม่มีประเทศใดรับว่าเป็นสมาชิกหรือเคยเป็นสมาชิกของประเทศ[2] จากประสบการณ์การทำงานกับเรื่องลักษณะนี้ อาจจะมีทั้งคนต่างด้าวจริงๆ และผู้ที่มีฐานะทางกฎหมายที่เป็นผู้มีสัญชาติไทย เพียงแต่ยังไม่มีการพิสูจน์ หรือไม่มีโอกาสพิสูจน์ หรือไม่มีพยานหลักฐานในการพิสูจน์ ซึ่งถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิความเป็นผู้มีสัญชาติไทย ทำให้เสียโอกาสใช้สิทธิต่างๆ อย่างมาก                  

แต่ปัญหาไร้สัญชาติจะรุนแรงมากขึ้นหากบุคคลไม่ได้รับการยอมรับให้ “สิทธิอาศัย” โดยรัฐใดเลยในโลก โดยผลของกฎหมาย บุคคลในสถานการณ์นี้จึงตกเป็น “คนต่างด้าวผิดกฎหมาย” ในทุกประเภทของโลก บุคคลในลักษณะนี้จึงตกเป็น “คนไร้รัฐ” (Stateless) โดยสิ้นเชิง โดยคนไร้รัฐในประเทศไทยอาจเกิดขึ้นได้ในสามสถานการณ์ต่อไปนี้คือ

(1) คนไร้รัฐเพราะเกิดก่อนการมีทะเบียนราษฎร แต่ตกหล่นจากการสำรวจเพื่อบันทึกในทะเบียนราษฎร บุคคลที่เกิดและอาศัยอยู่ในสังคมไทยก่อนช่วงเวลา พ.ศ. 2452 - 2499 จึงเสี่ยงที่จะกลาย

เป็น ‘คนไร้รัฐ’ เพราะตกหล่นจากการสำรวจเพื่อทำทะเบียนราษฎรในช่วงเวลาดังกล่าว ต้องย้ำว่าความล้มเหลวของรัฐในการนับจดประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนของรัฐไทยในช่วงนั้นกลายเป็นคนไร้รัฐ รวมถึงบุตรหลานของคนที่ตกจดเหล่านี้ด้วย ข้อเท็จจริงนี้พบมากในกลุ่มประชากรชาวเขา ชาวเล รวมถึงคนจีนอพยพจำนวนมาก และคนต่างชาติอื่นๆ ที่เข้ามาในประเทศไทยในช่วงนั้น โดยที่ชื่อตนเองยังไม่ได้บันทึกในทะเบียนราษฎรของประเทศต้นทาง

(2) คนไร้รัฐเพราะมิได้รับการแจ้งการเกิด จึงตกหล่นจากทะเบียนราษฎร สามารถเกิดขึ้นใน2 รูปแบบคือ เป็นคนที่เกิดในประเทศไทยแต่มิได้รับการแจ้งเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย หรือเป็นคนที่เกิดในต่างประเทศ แต่มิได้รับการแจ้งเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐนั้น ต่อมาอพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทยจึงมาเป็นคนไร้รัฐในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงบุตรหลานที่มาเกิดในประเทศไทยภายหลังด้วย

 (3) คนไร้รัฐเพราะถูกถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎรไทย และบุคคลนั้นๆ ก็ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลกสาเหตุของการถอนชื่อนี้ เจ้าหน้าที่รัฐมักอ้างว่ามาจากการค้น พบว่าการมีชื่อนั้นเป็นไปโดยทุจริตมิชอบ กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวนั้นไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติไทย หรือเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย การถอนชื่อเช่นนี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับชนกลุ่มน้อยมากกว่าคนไทยทั่วไป[3] 

จากที่ข้าพเจ้าได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติ ข้าพเจ้าได้พบเจอกรณีที่น่าสนใจ โดยเป็นกรณีของ นายประสิทธิ์ จำปาขาว (น้อย  บาไห) คนสัญชาติไทยโดยข้อเท็จจริงแต่กลับไม่ได้สัญชาติไทย

นายประสิทธิ์ จำปาขาว (น้อย  บาไห) น้อยมีชื่อเต็มว่านายประสิทธิ์ จำปาขาว เป็นชาวบ้านบะไห ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี แต่เขาเกิดที่แขวงจำปาสัก อีกฟากหนึ่งของฝั่งโขง ในประเทศลาว โดย นายไสว  จำปาขาว ซึ่งเป็นพ่อซึ่งมีสัญชาติไทยและมีแม่เป็นคนสาว  แล้วมีน้องชาย คือนายสมคิด  ซึ่งเป็นพี่น้องรวมบิดามารดาเดียวกัน กับ น้อย  บาไห  ซึ่งน้อยเกิดนอกประเทศไทย คือประเทศลาว เมื่อ ปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเขาถูกบันทึกลงในทะเบียนแรงงานต่างด้าว  ( ทร.38/1 ) ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนต่างด้าวทั้งที่ น้องชาย นายสมคิดที่เกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ.2538 โดยมีบิดา และมารดาคนเคียวกันกับ น้อย  บาไห กลับมีสัญชาติไทย  และกรณีของ น้อย บาไห นี้เขาไม่ไร้รัฐเมื่อรัฐไทยรับเป็นเจ้าของตัวบุคคลเพราะน้อย  บาไห ถูกบันทึกลงในทะเบียนแรงงานต่าง-ด้าว  ( ทร.38/1 ) ต่อมา คือการที่จะทำให้น้อย ได้สัญชาติไทย เขาจึงต้องพิสูจน์ว่าเขาเป็นพ่อลูกของ นายไสว  จำปาขาว บิดาคนไทยแต่พ่อเขาก็เสียชีวิตเมื่อ ปี พ.ศ.2549

            น้อยจึงได้พิสูจน์โดยการตรวจ DNA กับน้องชายของเขาแล้วผลปรากฏว่า คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชื่อว่าเขาทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากันจริงเพื่อพิจารณา มาตรา 7 พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 แล้วน้อยก็เป็นคนไทยตามสายโลหิตของบิดา ตามมาตรา 7(1) และ คำว่า “บิดา” นั้นก็รวมถึง “บิดาตามข้อเท็จจริง” ด้วยเมื่อ น้อย  พิสูจน์ได้ว่าน้อยเป็นลูก พ่อไทย จึงเชื่อได้ว่า น้อย มีสัญชาติไทย แต่ปัจจุบัน น้อย ถูกจดลงในทะเบียนแรงงานต่างด้าว  ( ทร.38/1 ) ซึ่งเขาได้ถือบัตรประจำตัวคนต่างด้าวอยู่ และวันที่ 31/07/52 นี้ก็จะหมดอายุถ้าน้อยไม่ต่ออายุบัตร น้อยก็จะพบกับปัญหาที่ตามมาอีกแน่

            ดังนั้นในขณะที่น้อยยังรอสัญชาติไทยอยู่นี้ควรจะมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือน้อย และตอนนี้ น้อย ผู้มี 2สัญชาติ คือไทยตาม พ่อ  และลาวตามแม่แต่น้อยก็ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติกับรัฐลาว น้อย ก็ยังใช้สิทธิทั้งสองสัญชาติไม่ได้  น้อยจึงกลายเป็นคนไร้สัญชาติต่อไป

 

ถามว่า: โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลจะใช้กฎหมายใดบ้างในการเริ่มต้นพิจารณาสัญชาติของ นายประสิทธิ์ จำปาขาว (น้อย บาไห) ? เพราะอะไร?

คำตอบ : โดยหลักฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลเมื่อปัญหา เรื่องสัญชาติของนายประสิทธิ์ จำปาขาว ปัญหานี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ นิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แม้จะมีลักษณะระหว่างประเทศก็ต้องเป็นไป ภายใต้กฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณีทั้งนี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

            โดยทางปฏิบัตินานาอารยประเทศ สัญชาติของ นายประสิทธิ์ จำปาขาว   ย่อมเป็นไปตามหลักกฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณีซึ่งนานารัฐในประชาคมระหว่างประเทศมักยอมรับให้สัญชาติของคนแก่ (1 ) บุคคลธรรมดาที่สืบสายโลหิตจากคนชาติของตน (2 ) บุคคลธรรมดาที่เกิดในประเทศของตน  (3 ) บุคคลธรมดาที่มีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดทั้งโดยหลักบุคคล หรือ โดยหลักดินแดนแต่มีจุดเกาะเกี่ยวภายหลังการเกิดกับตน

            ในข้อเท็จจริง นายประสิทธิ์ จำปาขาว  บุคคลจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามกฎหมายของประเทศไทยเพราะกล่าวอ้างนิติสัมพันธิ์ในประเทศไทย ในกรณีกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยของบุคคลธรรมดา นั้นในระดับกฎหมายทั่วไป ประเทศไทยมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรว่าด้วยสัญชาติของบุคลธรรมดา  กฎหมายที่เกี่ยวของของกับ นายประสิทธิ์ จำปาขาว นำมาใช้ในการพิจารณาในช่วงที่นายประสิทธิ์ จำปาขาวเกิด อันได้แก่

(1)      มาตรา 7(1) ,(3) แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม ซึ่งมีผลในขณะที่นายประสิทธิ์ จำปาขาวเกิด

(2)      ข้อ 2 แห่ง ปว.337 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2515

(3)      มาตรา 7 (1) ,(2)  มาตรา 7ทวิ แห่ง พ.รบ.สัญชาติ 2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2535 ซึ่งมีผล ในวันที่ 26 ก.พ. 2535

(4)      มาตรา 7 วรรค2 และมาตรา 21แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่4) พ.ศ.2551  ซึ่งมีผล ในวันที่ 28ก.พ. 2551

 

โดยพิจารณาข้อกฎหมายทั้งหมดเราจะพบว่า

          ในประการแรก  เราพบว่า นายประสิทธิ์  จำปาขาว  ไม่ได้สัญชาติไทย โดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาเพราะไม่มีข้อเท็จจริงครบตามมาตรา 7(1) เพราะบิดาเป็นคนไทยแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาต่างด้าว บุตรเกิดนอกไทยจึงไม่ได้สัญชาติไทย มาตรา 7(1) แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม ซึ่งมีผลในขณะที่  นายประสิทธิ์ จำปาขาว    เกิด และมารดาเป็นต่างด้าว   นายประสิทธิ์ จำปาขาว    ก็ไม่ได้สัญชาติไทย ตาม7(2) )  แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม ถึงแม้จะเกิดนอกราชอาณาจักรไทยก็ตาม

          ในประการที่สอง  เราพบว่า  นายประสิทธิ์ จำปาขาว ไม่อาจมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ตามมาตรา 7 (3)  แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม เพราะเกิดนอกราชอาณาจักรไทย  แม้เมื่อมีการประกาศใช้ ปว.337 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2515  นายประสิทธิ์  จำปาขาว ก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนเพราะไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรไทย จึงใช้ ปว.337 ข้อ2 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2515 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายในขณะเกิดมาใช้กับ นายประสิทธิ์ จำปาขาว ไม่ได้

          ในประการที่สาม   เราจะพบว่า    นายประสิทธิ์ จำปาขาว ก็ไม่ได้สัญชาติไทย  ตามมาตรา  7( 1) แห่ง พ.รบ.สัญชาติ 2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2535 ซึ่งมีผล ในวันที่ 26 ก.พ. 2535 เพราะบิดาในขณะที่ นายประสิทธิ์ จำปาขาว นั้นเป็น บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ไม่ว่าจะเกิดใน หรือ นอกราชอาณาจักร ก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา   ส่วนมารดาเป็นคนต่างด้าว  นายประสิทธิ์ จำปาขาว จึงไม่ได้สัญชาติไทย

         ในประการที่สี่    เราพบว่า  นายประสิทธิ์ จำปาขาว ไม่อาจได้สัญชาติไทย โดยหลักดินแดน ตามมาตรา 7(2) แห่ง พ.รบ.สัญชาติ 2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2535 ซึ่งมีผล ในวันที่ 26 ก.พ. 2535 เพราะมิได้เป็นผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย จึงไม่ต้องไปพิจารณา มาตรา 7 ทวิ แห่ง พ.รบ.สัญชาติ 2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2535 ซึ่งมีผล ในวันที่ 26 ก.พ. 2535

         ในประการที่ห้า    เราพบว่า  นายประสิทธิ์ จำปาขาว  อาจได้สัญชาติไทย ตามาตรา 7วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่4) พ.ศ.2551  ซึ่งมีผล ในวันที่ 28ก.พ. 2551 เพราะคำว่า “บิดา” ตามมาตรา 7 (1)แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่4) พ.ศ.2551  ให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นบิดาของผู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นบิดาของผู้เกิดตามที่กฎหนดไว้ในกฎกระทรวง  แม้จะมิได้จดทะเบียนสมรสกีบมารดาผู้เกิด 

         เมื่อข้อเท็จจริง  นายประสิทธิ์ จำปาขาว  ได้พิสูจน์ DNA กับน้องชาย ที่เกิดร่วมบิดามารดาเดียวกันที่มีสัญชาติไทย จึงถือว่า นายประสิทธิ์ จำปาขาว   เป็นบุตรของพ่อไทยโดยข้อเท็จจริง ตาม มาตรา 7วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่4) พ.ศ.2551 ซึ่งมีผล ในวันที่ 28 ก.พ. 2551  และมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ สัญชาติ2508 ดังเดิม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่4) พ.ศ.2551 ให้มีผลย้อนหลัง กับนายประสิทธิ์ จำปาขาว  ตั้งแต่วันที่  28 ก.พ. 2551   เป็นต้นมา  แต่กฎกระทรวงยังไม่ประกาศใช้แต่  นายประสิทธิ์ จำปาขาว  ย่อมมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาโดยการเกิด

          จะเห็นได้ว่าจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับรัฐต่างประเทศ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งสัญชาติไทย หรือจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับประเทศไทยก็ไม่ หมายความว่าจะต้องได้สัญชาติไทยเสมอไป  การมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับรัฐไทยกับสิทธิสิทธิในสัญชาติไทยเป็นคนละเรื่องกัน เป็นที่แน่นอนว่าโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ  คนที่อาจได้สัญชาติไทยย่อมมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับประเทศไทยแต่คนที่มีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับประเทศไทย  อาจไม่มีสัญชาติไทย  สิทธิในสัญชาติไทยย่อมเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติ ซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงอื่นมากำหนดเงื่อนไขแห่งสิทธินอกเหนือไปจากจุดเกาะเกี่ยวที่มนุษย์มีกับรัฐไทย[4]

 

 

อ้างอิง

[1] "ความเป็นคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติในประเทศไทย : คืออะไร ? และควรจัดการอย่างไร ?" โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร  http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=278&d_id=277

[2] www.oppd.opp.go.th/21-23-03-54-12.pdf

[3] "การจัดระบบคนไร้รัฐในบริบทประเทศไทย โดย รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
http://www2.ipsr.mahidol.ac.th/ConferenceVII/Download/2011-Article-06.pdf

[4] กรณีศึกษา นายประสิทธิ์ จำปาขาว (น้อย  บาไห) คนสัญชาติไทยโดยข้อเท็จจริงแต่กลับไม่ได้สัญชาติไทย โดย นาย ณรงค์ฤทธิ์ สมพร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วันที่ 25 ตุลาคม 2552

http://www.learners.in.th/blogs/posts/310343

นาย ภาคภพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 
นักศึกษา 
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สร้าง: 09 เมษายน 2556 23:14 · แก้ไข: 09 เมษายน 2556 23:22
http://www.learners.in.th/blogs/posts/535580