ทางรอดของคนไร้สัญชาติที่ " อมก๋อย "

Primary tabs

 

จากบทความ ชาวอมก๋อยก็ " ไร้สัญชาติ " ที่ได้นำเสนอความจริงจากคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ซึ่งได้ลงพื้นที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เพื่อประเมินสภาพปัญหาไร้สัญชาติของชาวกะเหรี่ยง พบว่าเด็กไร้สัญชาติจำนวนหนึ่งไม่สามารถขอรับทุนการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการได้เพราะสงวนสิทธิไว้สำหรับผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น ทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือ ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น บทความฉบับนี้จะพาไปรู้จักกับแนวทางการแก้ปัญหาที่สามารถทำได้ โดยเป็นส่วนหนึ่งเป็นความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิชา " สิทธิมนุษยชน น.396 "

                       สิทธิที่จะได้รับการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่โดยปกติ แม้จะไม่ใช่คนที่ถือสัญชาติของรัฐใด รัฐที่บุคคลคนนั้นอาศัยอยู่ก็จะต้องจัดให้เขาได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกับคนที่ถือสัญชาติของรัฐตนเอง หรืออาจกล่าวได้ว่า ทุกคนที่อยู่ในรัฐต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เสมอภาค โดยไม่คำนึงถึงเรื่องสัญชาติหรือความเป็นพลเมืองของรัฐ ด้วยเหตุผลนี้ รัฐทุกรัฐก็ควรจะดำเนินนโยบายตามหลักสิทธิมนุษยชนดังกล่าวให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะรัฐที่ได้เข้าเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญาและให้สัตยาบันว่าจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาที่รับรองสิทธิด้านการศึกษาให้กับมนุษย์ทุกคน

                 ดังนั้นในที่นี้จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงอนุสัญญาที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีและให้ปฏิญญาซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยผูกพันและต้องปฏิบัติตาม คือ

            กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม  (International Convent on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR) โดยประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อ 5 กันยายน 2542 มีผลใช้บังคับ 5 ธันวาคม 2542  และได้ปรากฏเนื้อหาด้านการศึกษาไว้ในข้อที่ 13 โดยมีหลักว่า “รัฐภาคีแห่งกติกานี้จะรับรองสิทธิของทุกคนในการศึกษา เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์และความสำนึกในศักดิ์ศรีของตน อย่างบริบูรณ์ และจะต้องเพิ่มพูนการเคารพในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน”

            อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities - CRPD) โดยประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2551และ มีเนื้อหาสาระในเรื่องของการส่งเสริม คุ้มครอง และประกันให้สำหรับคนพิการทั้งปวง และหนึ่งในสิทธิที่คนพิการจะได้รับคือ “สิทธิการศึกษา” ซึ่งได้ปรากฏในข้อที่ 24 โดยมีหลักว่า “รัฐภาคียอมรับสิทธิของคนพิการด้านการศึกษา และเพื่อให้สามารถใช้สิทธิเหล่านี้ได้จริงโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ และบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งคนพิการจะไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาทั่วไปเพราะเหตุแห่งความ พิการ”

            อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Racial Discrimination - CERD) โดยไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 และมีผลบังคับใช้กับไทยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546และได้กล่าวถึงสิทธิการศึกษาไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งระบุไว้ในข้อที่ 5 โดยมีหลักว่า“รัฐภาคีจะห้ามและขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ และจะประกันสิทธิของทุกคนให้มีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย โดยไม่จำแนกตามเชื้อชาติ สีผิว หรือชาติหรือเผ่าพันธุ์กำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้สิทธิดังต่อไปนี้ (ฉ) สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (5) สิทธิในการได้รับการศึกษาและการฝึกอบรม”

            สำหรับผู้หญิงนั้น จะต้องมีสิทธิทางด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันกับบุรุษ ซึ่งตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women - CEDAW) ที่ไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2528 และมีผลบังคับใช้กับไทยเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2528  โดยมีเนื้อหาด้านการศึกษาสำหรับสตรีไว้ในหมวด 3 ข้อที่ 10 โดยมีเนื้อหาว่า “รัฐภาคีจะใช้มาตรการที่เหมาะสมทุกอย่างเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี เพื่อที่จะให้ประกันแก่สตรีทั้งหลายซึ่งสิทธิอันเสมอภาคกันกับบุรุษในด้าน การศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อประกันบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคของบุรุษและสตรี”

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กหรือเยาวชนก็มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาเช่นเดียวกัน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) โดยไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 และมีผลบังคับใช้กับไทยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 ได้ปรากฏเนื้อหาด้านการศึกษาของเด็ก ในข้อที่ 28 โดยมีหลักว่า “รัฐภาคียอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษา และเพื่อที่จะให้สิทธินี้บังเกิดผลตามลาดับและบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่า เทียมกัน และเพื่อที่จะเกื้อกูลต่อการขจัดความเขลาและการไม่รู้หนังสือทั่วโลก”

( เนื้อหาในส่วนของอนุสัญญาที่ผูกพันกับประเทศไทย คัดลอกจาก : บทความ
" สิทธิมนุษยชนว่าด้วยสิทธิทางการศึกษาในกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทย " ของ ภาณุพงศ์ เพชรบูรณ์ เข้าถึงได้จาก : http://www.learners.in.th/blogs/posts/535554 )

               อนึ่งหากประเทศไทยยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการใดที่แสดงให้เห็นว่าจะปฏิบัติตามอนุสัญญาที่ได้ให้สัตยาบันไว้ ก็จำเป็นที่ประชาชนต้องร้องเรียนและส่งเรื่องถึงสถาบันด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคซึ่งจะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ เช่น

- คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(The United Nations Human Rights Council : UNHRC)
ได้ก่อตั้งขึ้นแทนที่คณะกรรมาธิการการสิทธิมนุษย์ชนแห่งสหประชาชาติ(Un  commission  for human  rights) วัตถุประสงค์ขององค์กรคือ การพัฒนากลไกสิทธิมนุษยชนเป็นเอกภาพมากขึ้น  สำหรับประเทศไทยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เข้ามามีบทบาทในหการ เผยแพร่ความรู้ในเรื่องสิทธิมุนษยชนให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อตรวจสอบ  ติดตาม ให้ข้อแนะนำและเผยแพร่รายงานกรณีสิทธิมนุษยชน  สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเฮก  ประเทศเนเธอร์แลนด์ ( คัดลอกจาก :http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2126 )

 - สำนักงานข้าหลวง​ใหญ่สิทธิมนุษยชนประจำสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commission for Hurman Rights : OHCHR)  ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ มีเป้าหมายเพื่อทำให้เรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่จับต้องได้ คือ ส่งเสริมให้มนุษย์ทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงสิทธิมนุษยชนได้อย่างเท่าเทียม โดยมีหน้าที่กระทำการทางด้านเทคนิค เช่น ประเมินสถาการณ์ ทำรายงานและแผนพัฒนาระยะยาว เพื่อช่วยเหลือตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 จัดอยู่ในสถานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญ คือ

 1. ตรวจสอบและรายงานการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่เป็นไปตามพันธะกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเสนอการแก้ไขให้แก่องค์กรที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

2. มีอำนาจเสนอเรื่องและความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะกรรมการ ฯ พิจารณาแล้วว่ามีมูลความจริง

3. เสนอเรื่องและความเห็นต่อศาลปกครองกรณีที่คณะกรรมการ ฯ ได้รับการร้องเรียนว่ามีกฎ คำสั่ง การกระทำทางปกครองใด ๆ ที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน

4. ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหายเมื่อได้รับการร้องขอ

5. อำนาจหน้าที่อื่น ๆ เช่น เสนอแนะแนวทางการทำงานที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้แก่รัฐบาล

         ทั้งนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังมีอำหน้าและหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เช่น ในมาตรามาตรา ๒๒ ระบุไว้ว่า " ในกรณีที่มีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมิใช่เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือที่ศาลพิพากษาหรือ มีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว ให้คณะกรรมการมีอำนาจตรวจสอบและเสนอมาตรการการแก้ไขตามพระราชบัญญัตินี้ " หมายความว่า คณะกรรมการ ฯ มีอำนาจที่จะยกเรื่องที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขึ้นมาตรวจสอบเองได้โดยไม่ต้องรอการร้องเรียนจากผู้ที่ถูกละเมิด

             นอกจากจะมีองค์กรระดับประเทศและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ในภายในประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังมีองค์กรที่เรียกว่า องค์กร   NGO ( Non-Governmental Organization ) ซึ่งหมายถึง องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร โดยทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือบุคคลต่าง ๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็น ด้านการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ความยากจน หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส อาจเรียกได้ว่าเป็นการช่วยรัฐบาลในการพัฒนาสังคมในอีกทางหนึ่งด้วยก็ได้ ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก 
ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพิทักษ์สิทธิเด็ก และช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ด้วยองค์รวม โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ เปิดบ้านอุปถัมภ์และบ้านสร้างสรรค์เด็ก เพื่อรองรอบเด็กเร่ร่อนและเด็กที่ประสบปัญหา สนับสนุนให้เด็กได้รับการศึกษาตามปกติ และอยู่ร่วมกันในลักษณะบ้านประจำ โดยแยกเป็นบ้านชาย (ปทุมธานี) และบ้านหญิง (หลักสี่) สร้าง “รถความรู้สู่ชุมชน” ในรูปแบบ รถห้องสมุดและกิจกรรมเคลื่อนที่เข้าไปตามชุมชนที่ด้อยโอกาส เพื่อทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ จัดทำโครงการ “ครูข้างถนน” มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กเร่ร่อน เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่มีปัญหาครอบครัว จัดทำศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาด้านเด็กและเยาวชนเพื่อเผยแพร่ให้แก่หน่วย งานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจ โดย ครูหยุย หรือ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ( คัดลอกจาก :http://sharingsociety.org/autopagev4/show_page.php?topic_id=77&auto_id=10&TopicPk= )

              ดังนั้นไม่เพียงแต่เด็ก ๆ ที่ไร้สัญชาติใน อ.อมก๋อย จะสามารถเรียกร้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการบริการด้านการศึกษาโดยร้องเรียนผ่านองค์กรที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น แต่เด็กและเยาวชนทุกคนก็สามารถที่จะใช้สิทธิของตนเองในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งได้เช่นกัน แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ ต้องมีคนที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือให้สถาบันด้านสิทธิมนุษยชนและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ได้พบเจอและรับรู้ถึงปัญหา เพื่อที่องค์กรเหล่านั้นจะได้หาทางช่วยเหลือตามแนวทางที่ถูกต้อง เหมือนกับการที่เราเป็นคนที่จะพายเรือ และมีเรือพร้อมที่จะทำให้เราขึ้นฝั่งได้ ขาดก็แต่เพียงโอกาสจากใครคนใดคนหนึ่งที่จะมาสอนเราให้พายเรือให้เป็น เพื่อที่เราจะได้ไปถึงฝั่งอย่างปลอดภัย

อ้างอิงข้อมูล : ในส่วนที่นอกเหนือจากการคัดลอก : จากคำบรรยายวิชาสิทธิมนุษยชน น.396 โดย อ.ดร.รัชนีกร ลาภวณิชชา วันที่ 9 - 10 เม.ย. 56

ชั้นปีที่ 2 
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สร้าง: 12 เมษายน 2556 15:25 · แก้ไข: 12 เมษายน 2556 15:26