"ครูต้า"แม่เด็กไร้รัฐ สร้างโอกาสการศึกษาเด็กชายขอบ

 
 
 
            “ครูต้า”ครูผู้อุทิศแรงกายแรงใจจากโรงเรียนบ้านห้วยกบ โรงเรียนในเขตชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี ที่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในผู้เข้ารับ“รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” เพียงเพื่อต้องการให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่สูงสุด
 
รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีจากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรางวัลระดับนานาชาติเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระปรีชาด้านการศึกษา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชานุญาตตั้งนาม “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ สร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศต่างๆ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และติมอร์ เลสเตรวม 11 ประเทศ ประเทศละ 1 รางวัล โดยจัดมอบรางวัลในทุก 2 ปี ซึ่งในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 2 โดยจะพระราชทานรางวัลในวันที่ 11 ต.ค. 2560
 
 
 
 
นางเบญจมาศ วัยนิพิธพงษ์ หรือครูต้า หนึ่งในครูผู้สมควรได้รับทรงเกียรติ “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ประจำปี 2560 นับเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลของตนเองรวมถึงครูและเด็กๆทุกคนของโรงเรียนบ้านห้วยกบอย่างยิ่ง
ครุต้า ครูประจำโรงเรียนบ้านห้วยกบ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ชายแดนไทย เมียนมา ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรี 240 กิโลเมตร ดดนจุดเริ่มต้นการเป็นครูของครูต้าต้องย้อนกลบไปเมื่อปี 2529 โรงเรียนบ้านห้วยกบซึ่งตั้งอยู่ชายแดนไทย –เมียนมา มีความเป็นอยู่ที่ทุรกันดาร การคมนาคมที่ไม่สะดวก อีกทั้งมีการสู้รบของชนกลุ่มน้อยและการระบาดของไข้มาลาเรีย จึงส่งผลให้โรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ประสบกับความยากลำบากในการบริหารงานและการจัดการเรียนการสอน ซึ่งปัญหาใหญ่คือการขาดแคลนครูมาตลอดนับตั้งแต่จัดตั้งโรงเรียนมา แต่แล้วในปี 2530 โรงเรียนได้ต้อนรับ ครูต้า บัณฑิตไฟแรงจากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และไม่เคยคิดอยากเป็นครู
โดยตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเรียนจบมัธยมปลาย ครูต้าไม่เคยมีความคิดอยากเป็นครูแม้แต่ครั้งเดียว เพราะจากที่ตนเองรู้สึกกลัวครูและเห็นว่าครูเป็นบุคคลที่ต้องเคารพไม่สามารถคุยเล่นด้วยได้ แต่ในช่วงที่เรียนปริญญาตรีได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนามาโดยตลอด จึงค้นพบว่าตนเองมีความสุขกับการช่วยสอนหนังสือให้เด็กด้อยโอกาสที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เมื่อเรียนจบจึงมุ่งมั่นสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้เป็นผลสำเร็จและเลือกมาสอนที่โรงเรียนบ้านห้วยกบทันที
 
 
 
 
ครูต้า ได้เล่าย้อนถึงบรรยากาศการสอนในปีแรกว่า เป็นช่วงที่ประสบความยากลำบากในทุกเรื่อง ในแต่ละวันจะได้ยินเสียงปืนสู้รบอยู่ตลอด ต้องรับประทานยาเม็ดใหญ่ป้องกันไข้มาลาเรีย นักเรียนเป็นเด็กไร้รัฐทั้งชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มอญ และผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า ซึ่งล้วนแต่มีวิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมที่หลากหลาย และเกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวยากจน เพราะผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงาน แต่ความยากลำบากที่อยู่เบื้องหน้าไม่ทำให้ท้อแท้ถอดใจ กลับเป็นแรงผลักดันให้ตนเองมุ่งมั่นในความครูยิ่งขึ้น โดยหลังจากที่สอนได้เพียง ปีครูต้าได้ลาศึกษาต่อที่คณะศิลปะศาสตร์ สาขาภาษาศาสตร์ วิชาเอกภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การใช้โครงสร้างภาษาไทยของเด็กกะเหรี่ยงโป” เพื่อหาหนทางแก้ปัญหาการใช้ภาษาไทยให้แก่เด็กๆ
ขณะที่เด็กนักเรียนที่นี่มาจากหลากหลายชาติพันธุ์ ไม่ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ปัญหาเรื่องการสื่อสารจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไขเป็นอันดับแรกๆ เพราะหากสื่อสารกันไม่ได้เด็กจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูสอน แต่ด้วยความที่ครูจบเอกภาษาไทย จึงมีเทคนิคการสอนและฝึกทักษะให้เด็กสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ชัดเจนถูกต้องทั้งการอ่าน การเขียน และการพูด เพราะในที่สุดภาษาไทยจะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองในวิชาต่างๆได้เป็นอย่างดี โดยครูจะจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้แก่เด็กควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรมที่เน้นการปฏิบัติจริงไปพร้อมๆ กัน
 
 
 
 
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การศึกษาครอบคลุมถึงเด็กที่บ้านอยู่ไกลติดชายขอบและไม่สามารถไป กลับโรงเรียนได้ใน วัน ครูต้าจึงผลักดันให้เกิดห้องเรียนสาขาบ้านปะไรโหนก เพื่อแก้ปัญหาเด็กชั้นอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ ซึ่งเป็นเด็กอายุน้อยที่ไม่สามารถอยู่บ้านพักในโรงเรียนได้เพราะยังเล็กและติดพ่อแม่
ครูต้าเปิดเผยว่า โอกาสทางการศึกษาจะช่วยให้ชีวิตของเด็กเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ความยากจนคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กหลายคนหมดโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ครูจึงเบนเข็มให้เด็กได้มีทักษะในการดำรงชีวิตเพิ่ม โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบ่มเพาะเด็กๆให้มีคุณลักษณะของการอยู่อย่างพอเพียง พร้อมฝึกสอนอาชีพให้เพิ่มเติม ช่วยให้เด็กมีภูมิคุ้มกันชีวิตสามารถดำเนินชีวิตได้โดยไม่เป็นภาระสังคม และไม่ต้องระเหเร่ร่อนไปทำงานต่างถิ่น และด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู จึงได้ทุ่มเทชีวิตและจิตใจในการสอนทั้งด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติไม่เลือกชนชาติ ศาสนา ด้วยความหวังว่าลูกศิษย์จะเป็นคนดีมีความรู้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งการครองตน ครองคน และครองงานทั้งหมดได้ปรากฏชัดในสายตาของครูและลูกศิษย์หลายคน จนในที่สุดศิษย์เก่าหลายคนจึงกลับมาทำหน้าที่เรือจ้างลำใหม่ เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กรุ่นต่อไปเหมือนอย่างที่ตนเองเคยได้รับโอกาส
 
 
 
 
 
 
 
 
2017-06-08