กรณีศึกษาเกี่ยวกับการเข้าไม่ถึงสิทธิทางการศึกษา และสิทธิการทำงานของนักศึกษาไร้สัญชาติ

Primary tabs

น้องอาเตอ  เฌอหมื่อ  กรณีศึกษาเกี่ยวการเข้าไม่ถึงสิทธิทางการศึกษา และสิทธิการทำงานของนักศึกษาไร้สัญชาติ  น้องอาเตอหรือ นางสาวอาเตอ เฌอหมือ นั้นเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด และแม้ว่ายังไม่ได้รับรองสถานะคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร ทำให้เธอมีสถานะเป็นเพียงคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย แต่เธอก็มีสิทธิที่จะทำงานและได้รับใบอนุญาตทำงาน

 (Work Permit) ในอาชีพค้าปลีกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

          ประการที่ ๑ น้องอาเตอเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดตาม มาตรา ๗ ทวิวรรคสอง เพียงแต่กระบวนการรับรองสถานะดังกล่าวในทะเบียนราษฎรไทยยังไม่แล้วเสร็จ

          จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงน้องอาเตอ โดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงา ทำให้พบว่า น้องอาเตอ ซึ่งเกิดวันที่  ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๙ ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์  ตำบลเวียง  อำเภอเมืองเชียงราย  จังหวัดเชียงราย   จากบิดามารดาต่างด้าวคือ นายอาฉ่า  เฌอหมื่อ และมารดาคือ  นางอาเดาะ  เฌอหมื่อ ที่อพยพหนีภัยเข้ามาโดยมีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวรโดย น้องอาเตอมีชื่อในทะเบียนราษฎรไทยประเภททะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๓) ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มชุมชนบนพื้นที่สูง  ได้รับการกำหนดเลขประจำตัวประชาชน ๖-๕๗๐๑-๗๑๐๑๑-๕๕-๙ เป็นผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดแบบมีเงื่อนไข โดยผลของมาตรา ๗ ทวิวรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ และด้วยคณะรัฐมนตรีได้จัดการเงื่อนไขการใช้สิทธิในสัญชาติไทยดังกล่าวให้แล้วเสร็จ ด้วยการมีมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓  กำหนดวิธีการใช้สิทธิในสัญชาติไทยของบุตรของคนต่างด้าวที่อพยพเข้ามานานแล้วในกลุ่ม ชุมชนบนพื้นที่สูง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบัน น้องอาเตอจึงเป็นเพียง “คนต่างด้าวเทียม” หรือ “คนที่ทรงสิทธิในสัญชาติไทยแต่กระบวนการรับรองสถานะยังไม่แล้วเสร็จ” เท่านั้น และจากกฎหมายนโยบายดังกล่าว  น้องอาเตอก็พยายามแก้ไขปัญหาของตนเองด้วยการยื่นคำร้องขอใช้สิทธิในสัญชาติไทยไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗  คำร้องดังกล่าวผ่านการพิจารณาระดับอำเภอเป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าจะผ่านการพิจารณาระดับจังหวัดภายใน ๒-๓ เดือน และน้องอาเตอจะได้รับรอง “สถานะคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรไทย” ในอีก ๔-๕ เดือนอันใกล้นี้

 

          ประการที่ ๒ แม้น้องอาเตอยังมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทย ก็สามารถประกอบอาชีพค้าปลีกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย    พบว่า แม้ปัจจุบันน้องอาเตอยังเป็น “คนต่างด้าว (เทียม) ในทะเบียนราษฎรไทย” หรือ ยังไม่ได้รับรองสถานะคนสัญชาติไทย ก็ตาม สถานะดังกล่าวก็ไปก่อให้เกิดอุปสรรคในการประกอบอาชีพค้าปลีกในประเทศไทยแต่อย่างใด เพราะกฎหมายไทย กล่าวคือ มาตรา ๑๓ (๕)  แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ สนับสนุนให้คนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยสามารถขอใบอนุญาตทำงานได้ โดย “อาชีพค้าปลีก” เป็น ๑ ใน ๒๗ อาชีพ (ลำดับที่ ๑๘) ที่รัฐไทยสนับสนุนให้คนต่างด้าวประกอบได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง กำหนดงานที่ให้คนต่างด้าวตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๒๑ ทำได้

          ด้วยเหตุนี้ ขณะเวลาที่น้องอาเตอ  ยังไม่ได้รับรองสถานะคนสัญชาติไทยก็ตาม เธอก็มีสิทธิตามกฎหมายที่จะร้องขอใบอนุญาตทำงานอาชีพค้าปลีก ต่อกระทรวงมหาดไทยได้ ตามมาตรา ๑๓ (๕) แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ นั่นเองซึ่งความเห็นทางกฎหมายนี้ได้รับการตรวจสอบและยืนยันโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดระบบแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๘ ดังนั้น การที่บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ยอมสนับสนุนให้ น้องอาเตอ มีอาชีพเป็นหลักฐานย่อมเป็นการคุ้มครองสิทธิในการทำงานของเธอตาม ๒๓ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. ๑๙๔๘ (UDHR) ข้อ ๖ ประกอบกับ สิทธิในการใช้ประโยชน์จากวุฒิการศึกษา ข้อ ๑๓ (๑) แห่ง กติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิทางสังคม และสิทธิทางวัฒนธรรม ค.ศ.๑๙๖๖ (ICESCR) ข้อ ๒๙ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)และข้อ ๒๖ ประกอบ ๒๗ แห่งปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนั้นซึ่งเป็นพันธกรณีกรณีระหว่างประเทศที่รัฐไทยผูกพันต้องปฏิบัติตาม นอกจากนั้นการที่เธอได้มีโอกาสฝึกงานในโครงการเพื่อพัฒนาหลักสูตรการจัดการค้าปลีกระหว่างบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ย่อมแสดงถึงโอกาสที่เธอจะได้รับการพัฒนาฝีมือแรงงานและเป็นแรงงานที่มีคุณภาพกับประเทศไทยในอนาคตด้วยนั่นเอง

 

          ประการที่ ๓ น้องอาเตอควรได้รับการตอบรับเข้าฝึกงานเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการศึกษา ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิทางการศึกษา

            น้องอาเตอ แม้จะเป็นคนไร้สัญชาติ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ย่อมมีสิทธิที่จะเข้าถึงการศึกษาเฉกเช่นนักศึกษาคนอื่นๆ เพราะสิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยตลอดจนองค์กรในรัฐไทย ผูกพันจะต้องเคารพตามข้อ ๒๖ (๑)  แห่ง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ ข้อ ๒๘ และ ๒๙ แห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.๑๙๘๙/พ.ศ.๒๕๓๒ ข้อ ๑๓ และ ๑๔ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเศรษฐกิจ  สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ และ ข้อ ๓๑ แห่งปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ย่อมเป็นตัวแทนของประเทศไทยที่จะคุ้มครองการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาของน้องอาเตอ ด้วยการ “ยอมรับให้น้องอาเตอศึกษาต่อ”รวมถึง “ยอมรับให้น้องอาเตอเข้าฝึกงานเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพด้านการศึกษาจนจบหลักสูตร” และขณะเดียวกันหากพิจารณาแล้วเห็นถึง การสนับสนุนนักศึกษาที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี นักอย่างน้องอาเตอ ให้ได้รับทุนการศึกษา ก็จะยิ่งเป็นการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา หรือ สนับสนุนให้เธอเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

เขียนและวิเคราะห์กรณีศึกษาโดย อรกัญญา สุขรัตน์  มูลนิธิกระจกเงา